กำลังเสริมจมูกนะคะ

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทที่ 4 ระบบฐานข้อมูลของตัวชี้วัด

ความเป็นมา
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด
4.1 ฐานข้อมูลคืออะไร

          ฐานข้อมูล (Database) คือ การรวบรวมข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันโดยจะเก็บอยู่ภายใต้หัวเรื่องหรือจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการช่วยเก็บเสมอไป อาจเก็บลงในหนังสือก็ได้ เช่น สมุดโทรศัพท์ พจนานุกรม เป็นต้น การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นฐานแบบนี้ ก็เพื่อง่ายต่อการค้นหา อย่างไรก็ตามการเก็บฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์จะทำให้การค้นและการวิเคราะห์ฐานข้อมูลที่มีอยู่เป็นไปได้อย่างรวดเร็วจึงเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน
ฐานข้อมูลถือว่าเป็นหัวใจของการดำเนินงานเพื่อวัดผลการพัฒนาทั้งในระดับประเทศ ระดับภาค และระดับจังหวัด เพราะหากไม่มีฐานข้อมูลแล้ว ตัวชี้วัดที่มีอยู่จะไม่สามารถนำไปใช้ในการประเมินผลการพัฒนาได้ ซึ่งฐานข้อมูลที่มีความสมบูรณ์จะช่วยให้สามารถทำการวิเคราะห์และประเมินผลการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริหารสามารถนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและการวางแผนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้
สำหรับฐานข้อมูลของตัวชี้วัดสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นั้น ส่วนใหญ่ได้มีการเก็บรวบรวมโดยหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลักอยู่แล้วอย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืนบางตัวยังคงขาดการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่องหรือยังไม่มีการจัดเก็บข้อมูล ทั้งนี้ โดยมีสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
          1) หน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลทำการจัดเก็บไม่ต่อเนื่องเนื่องจากมีข้อจำกัดต่างๆ อาทิ การขาดงบประมาณสนับสนุนสำหรับจัดเก็บรวบรวมข้อมูล หรือเป็นข้อมูลที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการจัดเก็บที่ยาวนานจึงไม่สามารถรวบรวมข้อมูลได้ในทุกปี หรือเป็นตัวชี้วัดคนละตัวกับตัวชี้วัดหลักของหน่วยงานที่รับผิดชอบ จึงไม่ได้มีการจัดเก็บอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น
           2) เป็นตัวชี้วัดที่ได้กำหนดขึ้นใหม่ จึงยังไม่เคยมีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบมาก่อนจากสาเหตุดังกล่าวจึงทำให้ตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืนบางตัวขาดฐานข้อมูลที่มีความสมบูรณ์เพียงพอสำหรับนำไปใช้ประเมินผลการพัฒนา
ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริง หรือสิ่งที่ถือหรือยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงสำหรับใช้เป็นหลักอนุมานหาความจริงหรือการคำนวณ
ที่มา : พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542
สารสนเทศ (Information) คือ ข้อมูลที่ผ่านการเรียบเรียงให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมต่อการนำเสนอต่อองค์กร

4.2 การสร้างฐานข้อมูล

          ในการประเมินผลการพัฒนาจังหวัด ต้องอาศัยข้อมูลของตัวชี้วัดทั้งในมิติเศรษฐกิจ และสังคม ประกอบกันในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และข้อมูลต้องมีความสมบูรณ์และมีความต่อเนื่องดังนั้น เพื่อให้สามารถประเมินผลการพัฒนาจังหวัดที่ยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีการสร้างฐานข้อมูลด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนขึ้น ซึ่งฐานข้อมูลดังกล่าวจะเป็นแหล่งรวมของข้อมูลตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน และรายการข้อมูลสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในจังหวัดยังไม่มีหน่วยงานใดที่มีหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน และข้อมูลสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัดทั้งหมดจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตัวชี้วัดแต่ละตัวในการร่วมกันการสร้างระบบฐานข้อมูลให้เกิดขึ้นด้วยการจัดเก็บข้อมูลที่หน่วยงานได้จัดทำอยู่ให้มีความต่อเนื่องและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นและริเริ่มทำการจัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดใหม่จากนั้นจึงทำการบันทึกข้อมูลที่รวบรวมได้เข้าสู่ระบบ จากนั้นสำนักงานจังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการประมวลและวิเคราะห์ผลการพัฒนาจังหวัดอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกปี จะทำการประมวลผลข้อมูลเพื่อนำเอาผลการประเมินที่ได้ไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการเพื่อนำพาจังหวัดไปสู่ความยั่งยืนต่อไป
ดังนั้น เพื่อให้เกิดฐานข้อมูลของตัวชี้วัดที่มีความสมบูรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการดังต่อไปนี้
          1) หน่วยงานต่างๆ ควรทำการศึกษารายละเอียดของตัวชี้วัดที่อยู่ในความรับผิดชอบ ตั้งแต่คำอธิบายข้อมูลที่จะเป็นต้องใช้ วิธีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว เป็นต้น ตลอดจนจัดทำแผนงานการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลให้เสร็จสิ้นทันกำหนดเวลาการส่งมอบข้อมูลที่ทางจังหวัดได้กำหนดขึ้น
          2) วางแผนและจัดเก็บรวบรวมข้อมูล รวมถึงการรวบรวมปัญหาอุปสรรคที่พบจากการเก็บรวบรวมข้อมูล สิ่งที่ค้นพบและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เช่น วิธีการวัดและจัดเก็บข้อมูลที่เหมาะสม ข้อจำกัดของตัวชี้วัด เป็นต้น จัดส่งต่อสำนักงานจังหวัดปทุมธานีเพื่อที่จะได้นำปัญหาและอุปสรรค ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆ ไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงพัฒนาระบบการประสานงานและการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลให้มีความเหมาะสม รวมถึงให้สำนักงานจังหวัดนำไปใช้ประกอบการพัฒนาตัวชี้วัดที่ยั่งยืนและข้อมูลสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในระยะต่อไปได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ตัวชี้วัดที่สามารถสะท้อนผลการพัฒนาได้เป็นอย่างดีและมีความเป็นไปได้ในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลโดยไม่เป็นภาระของหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบมากนัก
          3) บันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบ ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ ทั้งนี้เพื่อให้ทางสำนักงานจังหวัดนำข้อมูล ไปใช้ประเมินผลการพัฒนาจังหวัดได้ทันการณ์และประมวลผลเป็นข้อมูลสารสนเทศเผยแพร่ต่อสาธารณชน

ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง: ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี ถนนปทุมธานี-สามโคก ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี 12000
โทรศัพท์: (+66) 0 2581 3886, 0 2581 6038
Contact Information
(+66) 0 2593 3898
pathumthani@moi.go.th
www.pathumthani.go.th
จัดทำโดย
กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศ
และการสื่อสาร
สำนักงานจังหวัดปทุมธานี

บทที่ 1 การพัฒนาที่ยั่งยืนและตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน

ความเป็นมา
User Rating: / 20
แย่ดีที่สุด
1.1 กระแสของการพัฒนาที่ยั่งยืน
          การเปลี่ยนแปลงกระแสการพัฒนาของโลกหรือกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) มาซึ่งความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและกลไกการตลาดที่ก่อให้เกิดการเติบโตขนาดใหญ่ การผลิตในเชิงอุตสาหกรรมและการบริโภคที่เกินความจำเป็นจนกระทั่งเป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืชพรรณ โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดด้านกายภาพ ศักยภาพในการผลิต ความสามารถที่จะรองรับการบริโภค และการใช้ประโยชน์จากทุนดั้งเดิมที่มี
แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในกระแสการพัฒนาสังคมโลกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เริ่มตั้งแต่สหประชาชาติจึงได้จัดให้มีการประชุมสุดยอดว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (Human Environment) ณ กรุงสตอกโฮล์มประเทศสวีเดน ซึ่งเรียกร้องให้ทั่วโลกคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อมาในปี พ.ศ. 2526 สหประชาชาติได้จัดตั้งสมัชชาโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (World Commission on Environment and Development) หรือเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “Brundtland Commission” ได้เรียกร้องให้ชาวโลกเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตให้ปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับข้อจำกัดของธรรมชาติ รวมทั้งได้เสนอว่ามนุษยชาติสามารถที่จะทำให้เกิด "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ขึ้นมาได้
การพัฒนาที่ยั่งยืนได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้นเมื่อสหประชาชาติได้จัดให้มีการประชุมว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (UnConference on Environmentand Development : UNCED) หรือการประชุม Earth Summit ที่กรุงริโอ เดอจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี พ.ศ. 2535ซึ่งผลการประชุมนี้ ผู้แทนของ 178 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้ร่วมลงนามรับรองแผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทของโลกที่ประเทศสมาชิกต้องตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และเห็นความสำคัญที่จะร่วมกันพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในโลก
จากแผนปฏิบัติการ 21 ข้างต้นประเทศไทยของเราก็รับเอาเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน มาร่วมดำเนินการด้วยโดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ซึ่งนอกจากจะมุ่งเน้น "คน" เป็นศูนย์กลางการพัฒนา เน้นเศรษฐกิจพอเพียง เน้นชุมชนเข้มแข็ง และอื่นๆ แล้วยังเน้นด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย

 1.2 การพัฒนาที่ยั่งยืนคืออะไร
          "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sustainable Development โดยสมัชชาโลกจาก World Commission on Environment (2526) ได้เสนอแนะไว้ว่า"การพัฒนาที่ยั่งยืน คือรูปแบบของการพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำให้คนรุ่นต่อไปในอนาคตต้องประนีประนอมยอมลดทอนความสามารถในการที่จะตอบสนองความต้องการของตนเอง"
ต่อมาได้มีนักวิชาการหลายท่านได้พยายามอธิบายแนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น แนวคิดของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต, 2541) ได้อธิบายการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืนมีลักษณะที่เป็นบูรณาการ (Integrated) คือทำให้เกิดเป็นองค์รวม (Holistic) หมายความว่าองค์ประกอบทั้งหลายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาประสานกันครบองค์ และมีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง คือการมีดุลยภาพ (Balance) หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือการทำ ให้กิจกรรมของมนุษย์สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ"
คณะอนุกรรมการกำกับการอนุวัตตามแผนปฏิบัติการ 21 และการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้หาข้อยุติด้านคำนิยามของการพัฒนาที่ยั่งยืนในการจัดทำข้อเสนอของประเทศไทยในการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ นครโจฮันเนสเบิร์กประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อเดือนกันยายน2545 ว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทไทยเป็นการพัฒนาที่ต้องคำนึงถึงความเป็นองค์รวมของทุกๆ ด้านอย่างสมดุล บนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทยด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม ด้วยความเอื้ออาทรเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อสามารถในการพึ่งตนเอง และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน"
นอกจากนี้ นักวิชาการบางท่านได้พยายามอธิบายถึงความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนให้สอดคล้องกับบริบทของไทยไว้ว่า หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมและของสถาบันต่างๆ ทางสังคม เช่น (สถาบันทางเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา สื่อมวลชนฯลฯ) ในหลายมิติตลอดจนทัศนคติ ค่านิยมและระบบคุณค่า เป็นการเปลี่ยนแปลงจากเชิงปริมาณไปสู่เชิงคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นปลอดจากระบบผูกขาดทางเศรษฐกิจและผูกขาดอำนาจทางการเมือง เอื้ออำนวยต่อระบบเศรษฐกิจนั้น ให้สามารถเพิ่มผลผลิตอย่างมีดุลยภาพระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี โดยมีการแบ่งปันผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรมสร้างความเสมอภาคทางโอกาส ขจัดความยากจน (วิวัฒน์ชัย อัตถากร, 2546:7)
กล่าวโดยสรุปคือ การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ “การพัฒนาและการเจริญเติบโตอย่างมีความสมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยการพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ และไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและไม่ก่อเกิดความเสื่อมโทรมต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งดำรงไว้ซึ่งทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ดีในปัจจุบันให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นใหม่ในอนาคต”

1.3 ความเป็นมาของการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทไทย
          จากการพัฒนาประเทศในระยะ 40 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ประเทศไทยได้มีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ. 2504 ยังไม่เคยมีหน่วยงานใดในประเทศไทยที่คำนึงถึงผลการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาว่ามีการพัฒนาอย่างสมดุลย์ใน 2 มิติหรือไม่ จนกระทั่ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) ที่ได้มีการอัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาเป็นปรัชญานำทางในการบริหารและพัฒนาประเทศ โดยการส่งเสริมการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง และให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่มีดุลยภาพ ทั้งในการบริหารพัฒนาทั้งคน เศรษฐกิจ สังคม ที่มีความเกื้อกูลและไม่เกิดความขัดแย้งซึ่งกันและกันซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมีคุณภาพและแข่งขันได้จะต้องคำนึงถึงขีดจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สามารถสงวนรักษาไว้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยาวนานด้วย ทั้งนี้ เพื่อคงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเป็นฐานการผลิตของระบบเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป

1.4 กรอบแนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน
          ในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนาเพื่อมุ่งไปสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยนั้น ได้มีการกำหนดเป้าประสงค์ของการพัฒนา 4 ประการด้วยกัน ได้แก่
1) คุณภาพ: สังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นสังคมฐานความรู้ มีการพัฒนาศักยภาพและการศึกษาได้ด้วยตนเอง มีการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพตามศักยภาพการผลิตในประเทศ โดยเน้นความได้เปรียบเชิงแข่งขันควบคู่กับผลิตภาพ (productivity) เพิ่มผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดมลพิษในเชิงป้องกัน
2) เสถียรภาพและการปรับตัว: เศรษฐกิจเกิดการขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพทั้งระดับภายในและภายนอกประเทศ มีการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมจากปัจจัยสนับสนุนภายใน โดยคำนึงขีดจำกัดและความสามารถในการรองรับของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนาและการบริหารจัดการเศรษฐกิจระดับฐานรากอย่างครบวงจร โดยมีสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย มีการธำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์อันเป็นมรดกดีงามของชาติ
3) การกระจายการพัฒนาอย่างเป็นธรรม: ประชากรมีสร้างความเท่าเทียมทั้งด้านเพศ อาชีพ รายได้ การศึกษา ความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีพ และบริการพื้นฐานทางสังคม มีโอกาสในการเข้าถึงตลาดและการจัดสรรฐานทรัพยากรอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันและสงวนรักษาทรัพยากรให้คนรุ่นอนาคต
4) การมีระบบบริหารจัดการที่ดี: ประชากรทุกภาคส่วนของสังคม มีโอกาส และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร กระบวนการตัดสินใจ และนโยบายสาธารณะแก่ประชาชน โดยผ่านการบริหารจัดการ การส่งเสริมและกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและการสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการของสถาบันการเมือง สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

1.5 กรอบแนวคิดการพัฒนาคลังข้อมูลสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัด: (Strategic Driven Data warehouse: SDD)




                               จากกรอบแนวคิดเป็นการจัดทำฐานข้อมูลกลางโดยนำประเด็นยุทธศาสตร์จังหวัดปทุมธานี พ.ศ.2552 มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดเป็นรายการข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์  (Strategic Information) และสอดคล้องกับแนวคิดการจัดทำตัวชี้วัดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการข้อมูลจากทุกส่วนราชการภายในจังหวัดปทุมธานีเพื่อให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลมิติบูรณาการมาใช้ประกอบการวางแผนสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของจังหวัดดังแสดงในรูปที่ 1 จากการศึกษาในเบื้องต้นพบว่าหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคที่มีการจัดเก็บข้อมูลปฐมภูมิเป็นระบบฐานข้อมูลและมีกลไกเชิงนโยบายในการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบได้แก่ ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดปทุมธานี (Pathumthani POC) จัดเก็บข้อมูลจังหวัดบูรณาการตามข้อกำหนดของกระทรวงมหาดไทยจำนวน 45 กลุ่มเรื่องและข้อมูลตัวชี้วัดจังหวัดบูรณาการตามข้อกำหนดของสภาพัฒน์ฯ จำนวน 33 ตัวชี้วัดโดยจัดเก็บข้อมูลเชิงสถิติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548-2551 เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดบังคับตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดจัดเก็บข้อมูล จปฐ.และกชช.2ค. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล SMIS และ STUDENT สำนักงานสถิติจังหวัดจัดเก็บข้อมูลสถิติจำแนกตามสาขา สำนักงานคลังจังหวัดจัดเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดและการเบิกจ่ายงบประมาณ สาธารณสุขจังหวัดจัดเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชน ส่วนหน่วยงานอื่นจัดเก็บข้อมูลในรูปไฟล์เอ็กเซล
การวิเคราะห์รายการข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์เป็นการระดมสมองจากผู้แทนส่วนราชการในคณะอนุกรรมการในแต่ละด้าน ซึ่งจังหวัดปทุมธานีได้แต่งตั้งขึ้นประกอบด้วย
          (1) คณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจมี สนง.คลังจังหวัดเป็นประธาน
          (2) คณะอนุกรรมการด้านสังคมมีสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเป็นประธาน
          (3) คณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มี สนง.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเป็นประธาน
          (4) คณะอนุกรรมการด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีเป็นประธาน
          (5) คณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการมี สนง.จังหวัดเป็นประธาน
          เดิมกรอบแนวคิดในการจัดทำรายการข้อมูลได้ดำเนินการตาม ยุทธศาสตร์จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. 2552 มียุทธศาสตร์ 5 ด้าน แต่ในปัจจุบันจังหวัดปทุมธานีได้มีการปรับยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับ พ.ศ.2553 – 2556 เหลือเพียง 2 ด้าน คือ “การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตร  การผลิต การค้าและบริการ และ การพัฒนาสังคมปทุมธานีให้เป็นสังคมคุณภาพ” ดังนั้น คณะอนุกรรมการที่มีบทบาทหลักในการวิเคราะห์รายการข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ระดับเป้าประสงค์ ก็คือ คณะอนุกรรมการด้านสังคม และ คณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมการด้านอื่นๆ  จะมีบทบาทในการร่วมวิเคราะห์รายการข้อมูลในระดับเป้าประสงค์ เช่น กลยุทธ์ที่ 5 ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ตามยุทธศาสตร์ที่ 1 มีรายการข้อมูลดังนี้ ราคาที่ดิน โซนผังเมืองรวม รายได้ประชากร การขนส่ง และโลจิสติก เป็นต้น
การวิเคราะห์รายการข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ ที่ปรึกษา และคณะอนุกรรมการด้านสังคม และ ด้านเศรษฐกิจ ได้จัดประชุมเพื่อวิเคราะห์รายการข้อมูล โดยที่ปรึกษาจัดได้ทำร่างเอกสารตัวชี้วัดระดับเป้าประสงค์โดยใช้ “ระบบดัชนีชีวัดภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ” โดยอ้างอิงตามแนวคิดตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจัดทำโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นตัวแบบและปรับให้เหมาะกับจังหวัดปทุมธานีเสนอต่อคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดเก็บฐานข้อมูล

1.6 ทำไมต้องมีตัวชี้วัด
          ตัวชี้วัด หรือ “เครื่องชี้วัด” (indicator) หมายถึง ตัวแปรที่สามารถสะท้อนหรืออธิบายสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้วัดความเปลี่ยนแปลงหรือบ่งบอกสถานภาพ หรือสะท้อนลักษณะการดำเนินงาน ตัวชี้วัดมีความสัมพันธ์กับเกณฑ์มาตรฐาน สามารถใช้วัดความสำเร็จหรือผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการระบุปัญหา การวางแผนและประเมินผลการพัฒนา ใช้ประเมินวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าบรรลุความสำเร็จเพียงใด ตัวชี้วัด จะใช้วัดสภาวะอย่างหนึ่งออกมาเป็นปริมาณ และเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ทราบถึง ระดับ ขนาด หรือความรุนแรงของปัญหา หรือสภาพที่ต้องการวัด ซึ่งตัวชี้วัดที่ดีจะเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญให้เราสามารถหาวิธีป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นได้ล่วงหน้า หรือสามารถลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ระดับอุณหภูมิในร่างกายถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความปกติของร่างกายมนุษย์ โดยระดับอุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่า 37 องศาเซลเซียส แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของร่างกาย นั่นคือบ่งบอกถึงอาการมีไข้ ต้องไปพบแพทย์ หรือทานยาลดไข้ หรือสถานการณ์ที่ท้องฟ้ามีเมฆปกคลุม สามารถชี้วัดได้ว่าฝนอาจจะตก หากเราจะออกจากบ้านควรพกพาร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัวไปด้วย เป็นต้น

1.7 ตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืนคืออะไร
          ตัวชี้วัดการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะใช้ในการประเมินหรือสะท้อนให้เห็นผลการพัฒนาจังหวัดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม ว่าเป็นไปอย่างมีสมดุลหรือไม่ นอกจากนั้นตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืนยังสะท้อนให้เห็นการใช้ทรัพยากรทุนของประเทศในการพัฒนาว่าเกิดประโยชน์ คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ หรือบรรลุเป้าประสงค์หรือวัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่วางไว้ในแต่ละด้าน และดำเนินไปในแนวทางการพัฒนาจังหวัดที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือไม่
ในหลายๆประเทศได้มีการพัฒนาตัวชี้วัดเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การพัฒนาที่ยั่งยืนมาก่อนแล้ว ดังเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ใต้หวัน สวีเดน เกาหลี และมาเลเซีย เป็นต้น  สำหรับประเทศไทย แม้ว่าองค์กรและหน่วยงานต่างๆในประเทศไทยจะได้มีการจัดทำตัวชี้วัดอยู่บ้าง แต่ตัวชี้วัดที่มีการพัฒนาในหลายๆองค์กรในระยะที่ผ่านมาจะเป็นตัวชี้วัดที่เกี่ยวของกับการวัดและการประเมินประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆ เป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น ตัวชี้วัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวชี้วัดด้านสุขภาพของประชากรของกระทรวงสาธารณสุขและตัวชี้วัดผลิตภาพทางการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวชี้วัดการบริหารจังหวัดบูรณาการ เป็นต้น
การจัดทำตัวชี้วัดการพัฒนาของจังหวัดมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มและสภาพปัญหาของการดำเนินการตามนโยบายและแผนพัฒนาจังหวัดในช่วงที่ผ่านมาว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่   ดีขึ้น แย่ลง และมีแนวโน้มหรือทิศทางในอนาคตอย่างไร ซึ่งหากมีการเก็บและบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่องจะทำให้ผู้วิเคราะห์สามารถทราบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และสามารถคาดการณ์และเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม การจัดทำตัวชี้วัดจึงมีความจำเป็นอย่างมากในการใช้ติดตามผลการพัฒนาจังหวัดและสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และเพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องให้สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจหรือใช้ในการวางแผนและนโยบายการพัฒนาจังหวัดในอนาคต

1.8 ดัชนีรวม (Composite index) คืออะไร
          ดัชนีรวม คือ ค่าตัวเลขเดี่ยวที่ได้จากการนำเอาค่าของตัวชี้วัดจำนวนมากมาผนวกเข้าด้วยกันด้วยกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน สำหรับใช้สำหรับเป็นมาตรวัดทางสถิติเพื่อชี้สถานการณ์ในภาพรวม ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถเข้าใจง่าย เป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้สาธารชนได้รับทราบ ตัวอย่างดัชนีรวม ได้แก่ ดัชนีคุณภาพอากาศ ดัชนีการพัฒนาความรู้ ดัชนีวัดระดับการพัฒนามนุษย์ ดัชนีความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ดัชนีระดับคุณภาพชีวิตทางกายภาพ เป็นต้น
ตัวอย่างดัชนีรวม
          ♦ ดัชนีคุณภาพอากาศ เกิดจากการนำค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ 4 ชนิด ได้แก่ ฝุ่นละออง โอโซน ไนโตรเจนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มาคำนวณเข้าด้วยกัน หากได้ค่าตัวเลขอยู่ระหว่าง 0-50 แสดงว่ามีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับดี หากอยู่ระหว่าง 51-100 แสดงว่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลาง สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ หากเกิน 300 แสดงว่ามีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับอันตราย ต้องหลีกเลี่ยงต่อการสูดดม
          ♦ ดัชนีการพัฒนาความรู้ เกิดจากการนำเอาค่าตัวชี้วัด 3 ตัว ได้แก่ จำนวนปีเฉลี่ยที่ได้รับการศึกษา อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มาผนวกเข้าด้วยกัน เป็นต้น

1.9 ประโยชน์ที่ได้รับร่วมกันจากการจัดทำตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน
          ประโยชน์ที่ได้รับร่วมกันจากการจัดทำตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน มีดังนี้
          1. ใช้เป็นกรอบในการติดตาม ประเมินผล และการควบคุม กำกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานในจังหวัด
          2. ใช้เป็นกรอบในการรายงานผลการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดในภาพรวม
          3. ทำให้ผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับมองเห็นภาพการดำเนินงาน ในระดับภาพรวมของจังหวัด
          4. ใช้ประกอบการวิเคราะห์และจัดทำนโยบายและแผนงานให้สอดรับกับนโยบายการทำงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์
          5. ทำให้เกิดแนวทางการปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม
          6. ทำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมในการปฏิบัติงาน และใช้ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานและประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน
          7. กระบวนการด้านการจัดทำตัวชี้วัด จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมและเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของผลงานร่วมกัน
          8. เป็นโอกาสในการสร้างระบบฐานข้อมูลให้แก่องค์กร เช่น เทคนิค ระบบ วิธีการจัดการฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ผลในรูปดัชนีเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
          9. เป็นตัวชี้วัดกลางที่จะใช้เป็นฐานในการประยุกต์ ปรับปรุงหรือต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ต่อไป เช่น การจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ เป็นต้น

ถัดไป >
ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง: ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี ถนนปทุมธานี-สามโคก ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี 12000
โทรศัพท์: (+66) 0 2581 3886, 0 2581 6038
Contact Information
(+66) 0 2593 3898
pathumthani@moi.go.th
www.pathumthani.go.th
จัดทำโดย
กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศ
และการสื่อสาร
สำนักงานจังหวัดปทุมธานี
เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน (1)

ประเด็นดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ยอมรับความเป็นจริงดังกล่าว และได้สรุป สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไว้ดังนี้ คือ

1. เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตอย่างไม่ยั่งยืนและขาดความสมดุลมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย และเน้นการพึ่งพิงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขาดการเตรียมความพร้อมในการเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน ขาดระบบบริหารจัดการ และกำกับตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ จนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากการใช้จ่ายเกินตัว และ พึ่งพิงต่างประเทศ โดยเร่งระดมเงินลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่ระบบการเงินและการลงทุนภาคเอกชน ขาดประสิทธิภาพและยังพึ่งพิงตนเองได้น้อย ทั้งในด้านเงินทุน เงินออม เทคโนโลยีและกำลังคน เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้ต้องกู้ยืมเงินทุนจำนวนมาก จนเกิดหนี้สินราว 3 ล้านล้านบาท

"เพื่อดึงดูดเงินทุนจากบริษัทและโรงงานของพวกคุณ เราได้ยุบบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 56 แห่ง ไว้รอรับการลงทุนและการเข้า ครอบครองของคุณ เราได้เปิดเสรีธนาคารพาณิชย์ให้คุณมาลงทุนได้ไม่อั้น เราได้ทำให้ค่าเงินบาทลอยตัว จนมีราคาถูกมาก ให้คุณมาช้อนซื้อเอาไว้ เราได้ให้สิทธิคุณถือหุ้นตามบริษัท โรงงาน ห้างร้านได้มากขึ้น เราได้ให้คุณสามารถเป็นเจ้าของหมู่บ้าน จัดสรร รีสอร์ท สนามกอล์ฟ คอนโดมิเนียมได้ และเรากำลังจะให้สิทธิคุณครอบครองผืนแผ่นดินไทย โดยเป็นเจ้าของที่ดินได้ เราทำทั้งหมดนี้เพื่อง่ายสำหรับคุณ โปรดนำเงินมาให้เรากู้ หรือมาลงทุนทำธุรกิจกับเราได้ ณ บัดนี้"

โฆษณาขายประเทศไทยชิ้นดังกล่าวนี้ ได้ดำเนินการในเวทีระดับโลกมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในระบบทุนนิยมเสรีที่รัฐบาล ไทยทุกยุคสมัย นำตัวเองเข้าไปผูกพันจนดิ้นไม่หลุด และหลงระเริงกับภาวะเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ ปล่อยให้มีการกู้ยืมเงินมาลงทุน ในกิจการที่ไม่จำเป็น จนเกิดหนี้สูญหายจำนวนมาก จึงเกิดการปล่อยค่าเงินลอยตัว และนำเงินสำรองของประเทศไปเล่นพนันเงิน ในรูปของการรักษาเสถียรภาพเงินบาท จนต้องแพ้พนันและหมดเงินถึงขั้นหน้ามืดไปเที่ยวไล่ขอยืมเงินคนอื่นไปทั่วโลก เสมือนหนึ่งผีพนันเข้าสิงจนถอนตัวไม่ได้ ยิ่งเล่นยิ่งเสียยิ่งหงุดหงิด และหาทางออกไม่ได้ จึงจำเป็นต้องขายทุกอย่าง และ ระดมทรัพย์สินของคนไทยทั้งหมด มาพยุงเพื่อเอาตัวรอด และใช้หนี้เขาไปวันๆ ลำพังแค่หนี้สินของรัฐบาลเอง ยังไม่เพียงพอ ยังเอาตัวเองไปค้ำประกันหนี้สินให้กับภาคธุรกิจเอกชนที่ล้มละลาย แล้วกลายเป็นคนเตี้ยอุ้มค่อม จนส่งผลวิกฤติเศรษฐกิจ ทั่วทุกหัวระแหง เกิดกลุ่มคนเคยรวยแล้วจน คนจนแล้วยิ่งจนอีก

2. ผลกระทบการพัฒนา เกิดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ และความยากจนรุนแรงขึ้น ในปี 2542 กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ที่สุด 20% ซึ่งเป็นกลุ่มคนจนที่สุด มีสัดส่วนรายได้ลดลงจากร้อยละ 4.2 เหลือร้อยละ 3.8 ของรายได้ ระดับครัวเรือนทั้งหมด ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด 20% ซึ่งเป็นกลุ่มคนรวยที่สุด มีสัดส่วนรายได้สูงขึ้นจากร้อยละ 56.5 เป็นร้อยละ 58.5 ในปี 2542 หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจ คนจนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15.9 คิดเป็น จำนวน 9.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 69 ประกอบอาชีพ ในภาคเกษตร และพบว่ามีการว่างงานในปี 2542 จำนวน 1.38 ล้านคน หรือร้อยละ 4.2 (2)

โดยเหตุที่แนวคิดกระแสหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้เน้นไปที่การลงทุนอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและบริการ เทคโนโลยีชั้นสูง การส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยความเชื่อว่า จะส่งผลให้ประชาชนมีงานทำและรายได้อย่างทั่วถึง ในลักษณะของการ กระจายตัวแบบ Trickle Down Effect แต่ผลกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ปัญหาข้างต้น และไม่เกิดการมีอาชีพและรายได้แก่กลุ่ม คนยากจนและวัยแรงงานแต่กลับให้ประโยชน์แก่ต่างชาติและนายทุนชาติ


อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกลับพบความจริงว่า ชุมชนชนบทไทย กลับมีศักยภาพ ในการรองรับผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งนี้เพราะ "ชุมชนหมู่บ้านที่ไม่มีการพัฒนาเทค โนโลยี สู้รัฐและระบบทุนไม่ได้ แต่ที่ต่อสู้ยืดเยื้อได้ช้านานใน สังคมไทย ก็เพราะได้ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติมาชดเชยไว้"(3) ชุมชน ชนบทไทยยังคงมีข้าว ปลา อาหาร ธรรมชาติไว้รอง รับได้ เศรษฐกิจชุมชนจึงเป็นพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจแห่งประเทศไทย เป็นแกนค้ำจุนสังคมและวัฒนธรรมไทย และเป็นพลังเสริมสร้าง ความมั่นคงและเอกราชของชาติ(4) ในลักษณะของเศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจพึ่งตนเอง ที่ไม่ถูกพันธนาการจากต่างชาติ แต่มีอิสระ และเสรีภาพทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ความเป็นจริงดังกล่าว จึงสอดคล้องกับ พระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯ ซึ่งพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ให้เน้นเศรษฐกิจ พอเพียงเพื่ออยู่เพื่อกิน โดยเน้นความพอดีใน 5 ด้าน คือ
1. ความพอดีด้านจิตใจ ถ้าหากแต่ละคนยังโลภหลงจะไปละเมิดคนอื่น
2. ความพอดีด้านสังคม โดยเริ่มต้นที่ตนเองก่อน แล้วจึงประสานในรูปเครือข่าย แต่ละหมู่บ้านผลิตของเหลือใช้ ก็นัดแนะนำมาขายแลกเปลี่ยนกัน โดยไม่ต้องแย่งกันขาย
3. ความพอดีด้านเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งของที่มีราคาแพงๆ ให้อยู่อย่างพอประมาณ
4. ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ การสร้างความพอดีขึ้นมาในวงจรของชีวิตที่เกี่ยวกับทรัพยากรทั้งหมด ดิน น้ำ ลม ไฟ วิธีการทำด้วยกระบวนการธรรมชาติ ต้องใช้อย่างยั่งยืน มีใช้หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา
5. ความพอดีด้านเทคโนโลยี เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสากลบนพื้นฐานไทย ต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสม (5) ในด้านรูปธรรม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสนอ "ทฤษฎีใหม่" ที่มีปรัชญาแนวคิดดังกล่าวข้างต้น และมีรูปธรรมเกษตรกรรมตามแนวทฤษฎีใหม่ แบ่งพื้นที่ทำนาทำไร่ ขุดสระเลี้ยงปลา ปลูกพืชผัก ไม้ผล เลี้ยงสัตว์ และที่พักอาศัย ในลักษณะ 30 : 30 : 30 : 10 ซึ่งนอกจากรูปแบบทฤษฎีใหม่ ยังมีรูปแบบอื่นๆ อีกคือ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร ไร่นาสวนผสม เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสาร
พิษ เกษตรกรรมถาวร เกษตรธรรมชาติ ในรายละเอียดอาจมีความแตกต่างกัน แต่กิจกรรมหลัก ๆ จะคล้ายคลึงกับทฤษฎีใหม่ โดยอาจ มีเพิ่มเติมเรื่องป่าไม้ สมุนไพร และพืชผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ แนวคิดและรูปแบบดังกล่าวได้ค้นพบโดยทั่วไปว่า สามารถสร้างเศรษฐกิจพึ่งตนเองแบบพออยู่พอกิน ค่อยๆ ปลดเปลื้องหนี้สิน สร้างสภาพแวดล้อม อากาศที่ดี มีสุขภาพกายและใจ ที่ดี และสามารถดูแลสุขภาพและการศึกษาของลูกหลานได้ และในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 ก็กำหนดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักด้วย

ดังนั้น คำว่า เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพึ่งตนเอง จึงน่าจะมีนัยทางหลักการและแนวคิดเหมือนกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนได้ โดยนัยของความยั่งยืน มี 6 ประการ คือ

1. การพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ อันหมายถึง ความพยายามในการตรวจสอบทรัพยากรทางความคิด ความสามารถ วัสดุอุปกรณ์และเงินทุน โดยริเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่เป็นหนี้หรือเป็นหนี้น้อยๆ ตามความจำเป็น ลดความต้องการวัตถุลงและ พิจารณาว่า มีสิ่งใดบ้างที่ยังขาดแคลนอยู่ เพื่อที่จะได้เพิ่มขีดความสามารถทางการผลิต โดยการศึกษา เรียนรู้ แบ่งปันความรู้ เทคนิคและทรัพยากรของเกษตรกรต่อเกษตรกรด้วยกันเองและภายนอก ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และมีความขยันหมั่นเพียร โดย ดำรงชีวิตอย่างมีอิสระและศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิตอย่างสมดุลย์ ทั้งภายในครอบครัวและการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเกื้อกูลกัน

2. การดูแลรักษาสุขภาพตนเองได้ โดยรู้จักการกินอยู่หลับนอน การพึ่งตนเองทางสุขภาพ โดยพึ่งพิงการแพทย์สมัยใหม่ ให้น้อยที่สุด ศึกษาหาความรู้สาเหตุอาการทางสุขภาพ การใช้ยาสมุนไพร การนวดพื้นบ้าน การออกกำลังกายและ รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น

3. การรวมกลุ่มวิเคราะห์ปัญหาและทางเลือกจนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ โดยต้องเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้หลากหลายกลุ่ม ทั้งผู้ที่มีสถานภาพทางการ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และผู้ที่มีสถานภาพไม่เป็นทางการ เช่น ผู้อาวุโส ผู้นำสตรี ผู้นำเยาวชน พระ คนจน ผู้นำกลุ่ม/องค์กรไม่เป็นทางการต่างๆ เมื่อรวมกลุ่มได้ เปิดเวทีสำรวจปัญหาและทางเลือกที่แก้ไขได้จริงร่วมกัน อันจะนำไปสู่การวางแผนแบบมีส่วนร่วมและการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุผลสำเร็จ

4. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน เป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา ฟื้นฟูอนุรักษ์และพัฒนา โดยหลักคิดคนอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้

5. การดำรงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวการอยู่ร่วมกันในครอบครัวและชุมชน โดยไม่ละเลยและให้ความสำคัญกับความเป็นท้องถิ่น ที่มีองค์ความรู้และผู้รู้ในการดำรงความเป็นชุมชนอย่างยั่งยืน

6. การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน โดยเน้นการผลิต การแปรรูปทางการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ลดการใช้สาร เคมี การนำเข้าเครื่องจักรกล พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และส่งเสริมเทคโนโลยีพื้นบ้าน


ความยั่งยืนทั้ง 6 ประการต้องมีแผนแม่บทในการพัฒนา จึงจะนำไปสู่การพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจและฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง สร้างความเท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง และมีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง จนก่อเกิดผลประโยชน์แก่ชาวบ้านและชุมชนได้จริง มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ดึงดูดเงินและทรัพยากร อื่นๆ ออกจากชุมชน จนก่อเกิดรากฐานชุมชนเข้มแข็งที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

------------------------
1.ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา, การประชุมวิชาการเรื่อง "ทิศทางการพัฒนาชนบทตามแนวทางเศรษฐกิจพอ
เพียง", 21-22 มกราคม 2542, สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2.สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, กรอบวิสัยทัศน์และทิศทางแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 9, สิงหาคม 2543
3.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, เศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีต, มิถุนายน 2528 หน้า 118
4.บำรุง บุญปัญญา, การพึ่งตนเองทางด้านเศรษฐกิจ, สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น,
มีนาคม 2531.
การพัฒนาที่ยั่งยืน หมายความถึง การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของตนเองจาก World Commission On Environment and Development  การพัฒนาที่ยั่งยืน รวมความถึง การพัฒนา 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อมโยง และสัมพันธ์กันทั้ง 3 มิติ โครงการพัฒนาใด ๆ ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน ในแง่ของศาสนา การพัฒนาหมายถึง การพัฒนา ตน ทั้งในด้านร่างกาย และจิตใจ โดยเน้นในด้านคุณภาพชีวิต และหลัก ของความถูกต้องพอดี ซึ่งให้ผลประโยชน์สูงสุด และความเกื้อกูลแก่สรรพชีวิต โดยไม่เบียดเบียน ทำลายธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม การพัฒนา ต้องเอาวัฒนธรรม เป็นตัวตั้ง เป็นแนวคิดที่ ศ.นพ. ประเวศ วะสี ได้แสดงปาฐกถา ในงานวันอนุมานราชธน ในหัวข้อ “ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมกับการพัฒนา”ไว้อย่างน่าฟังว่า “ สรรพ สิ่งล้วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ถ้าเราพัฒนาอย่าง แยกส่วน ก็จะมีผลกระทบถึงส่วนอื่นอันนำไปสู่ภาวการณ์ขาดสมดุล และวิกฤตเสมอ

ท่านยังได้กล่าวอ้างถึง สิ่งที่ท่านเจ้าคุณอนุมานราชธน กล่าวไว้ ว่า “ความรู้ ในโลก ล้วนมาจากนอกตัว เกือบไม่มีเลยที่ศึกษาให้รู้ตัวเองด้วย การรู้ตัวเอง ทำให้สามารถวางความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอง กับผู้อื่น และสิ่งอื่นให้ถูกต้อง ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องคือ จริยธรรม ฉะนั้นในปัญญาจึงมีจริยธรรมอยู่ด้วยเสมอ ในขณะที่ความรู้อาจไม่มีจริยธรรมอยู่ด้วย วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ ยังไม่ใช่ปัญญา การใช้วิทยาศาสตร์ อย่างขาดจริยธรรมนำไปสู่วิกฤตการณ์ของสังคม”

ในประเทศไทย ทฤษฎีการพัฒนา เป็นการพัฒนาที่ต้องคำนึงถึง ความเป็นองค์รวมในทุกด้าน อย่างสมดุล บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม ไทย ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ทุกกลุ่มด้วยความเอื้ออาทร เคารพซึ่งกันและกัน และสามารถที่จะพึ่งตนเองได้ จนในที่สุด มีคุณภาพที่ดี ขึ้นอย่างเท่าเทียม

ดอยน้ำทรัพย์ ได้นำเอาองค์ความรู้แหล่านี้มาเชื่อมต่อและ ร้อยเรียง เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กันในการที่จะให้เกิดผลทางการปฏิบัติ โดยมีโครงการดอยน้ำทรัพย์ เป็นตัวแบบของการทำงาน ในการปลูก และแปรรูปสมุนไพร เพื่อนำมาพัฒนาเป็นสินค้าส่งออก

นอกจากนี้ ในการเผยแพร่ ภูมิปัญญาไทย เรามีโรงเรียนสอนการใช้ลูกประคบสมุนไพร ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีการขออนุมัติจากกระทรวงศึกษาธิการอย่างเป็นทางการ เป็นครั้งแรก และพัฒนาหลักสูตร ต่างๆ ที่ต้องใช้สมุนไพร เป็นหลักในการ สอน เพื่อให้เกิดการใช้สมุนไพร อย่างกว้างขวาง สิ่งที่จะขาดไม่ได้ ในการดำเนินการเผยแพร่ภูมิปัญญาไทยสู่สากล ซึ่งเราพยายามใส่เนื้อหาลงไปในหลักสูตรทุกเล่ม เพื่อเป็นการเผยแพร่ สิ่งที่ดีงามไปสู่สากล นั่นคือ หลักของพรหมวิหาร 4
มิติหญิง-ชาย กับการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนเป็นฐาน

เรวดี ประเสริฐเจริญสุข

เมื่อเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ ทุกคนไม่ว่า เพศ อายุ เชื้อชาติ ชนชั้น ใดๆ ล้วนมีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อของภัยพิบัติธรรมชาติไม่แตกต่างกัน ความเข้าใจดังกล่าวเป็นฐานคิดของการกำหนดแนวทางและวิธีการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหมือนๆ กันระหว่างผู้ประสบภัยหญิงและชาย กลับทำให้เกิดปรากฏการณ์เลิกปฏิบัติ ความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรม จากหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น จากแนววิธีการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทำให้ผู้หญิงกลายเป็นคนชายขอบทำให้ผู้หญิงไม่สามารถลุกขึ้นมาฟื้นฟูตัวเอง และมีบทบาททำงานร่วมกับชุมชน พัฒนาชุมชน ให้ได้พลิกฟื้นและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนขึ้นมาใหม่และทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม จากภัยพิบัติธรรมชาติจึงได้ซ้ำเติมทำให้ผู้หญิงเกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้นจากที่เผชิญอยู่แล้วจากข้อจำกัดและความต้องการที่แตกต่างของผู้หญิงที่มีความเฉพาะเนื่องด้วยสาเหตุและปัจจัยต่างๆ เช่นปัจจัยทางกายภาพ จารีตประเพณี สภาพสังคม กรอบทางความคิด ค่านิยมของสังคมที่มีต่อผู้หญิง ส่งผลต่อโอกาสการเข้าถึงความช่วยเหลือ การเยียวยา และการสร้างชีวิตใหม่หลังภัยพิบัติ

กลุ่มที่มีความเสี่ยงมากในภาวะฉุกเฉิน คือ กลุ่มผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ทุพพลภาพ และผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งควรรักษาเรื่องความเจ็บป่วยนี้ให้เป็นความลับตลอดไป หรือที่ผู้ใช้ชีวิตกับผู้ป่วยเอดส์ เมื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีความเสี่ยง มีแนวโน้มว่ากลุ่มอื่นๆ ก็จะถูกคุกคามด้วย ดังนั้น เมื่อมีการกล่าวถึง ‘กลุ่มที่เสี่ยงภัย’ จะต้องกล่าวถึงทุกกลุ่มที่กล่าวไว้ในที่นี้ ควรให้การดูแลเป็นพิเศษเพื่อป้องกันและจัดหาความช่วยเหลือให้เพื่อผู้ประสบภัยทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติ และให้ตรงกับความต้องการเฉพาะ

รูปธรรมปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ผู้หญิงที่ประสบภัยพบได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ปัญหาการถูกละเมิดทางเพศ ซึ่งยังไม่มีมาตรการป้องกันภัยให้ผู้หญิง ผู้หญิงที่เป็นหัวหน้าครอบครัวไม่ได้รับค่าชดเชยหรือได้รับค่าชดเชยที่ไม่เท่าเทียมเนื่องจากเนื่องจากหลักเกณฑ์การช่วยเหลือกำหนดว่าเพศชายเท่านั้นที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ผู้หญิงไม่มีงานทำไม่สามารถมีรายได้เพราะผู้จ้างงานจ้างเฉพาะผู้ชาย หรือการที่ผู้หญิงต้องคลอดลูกในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย เพราะการช่วยเหลือที่ไม่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างของความต้องการเฉพาะเพศ

จากการศึกษาในแง่ของการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น พบว่า ผู้หญิงจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการให้การช่วยเหลือจากภาครัฐ เนื่องจากยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล หรือวุ่นวายอยู่กับการตามหาบุตรหรือญาติพี่น้อง

ในบางกรณีผู้หญิงบางคนถูกเลือกปฏิบัติแม้เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากในทะเบียนบ้านระบุว่าบิดาเป็นหัวหน้าครอบครัว แม้ในความเป็นจริงผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว เพราะบิดาป่วยไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวมาเป็นเวลาหลายปี ทำให้ค่าชดเชยการทำศพค่าทำศพของผู้หญิงคนนั้นน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการได้รับของผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว เพราะระเบียบการจ่ายค่าชดเชยของภาครัฐระบุว่าหัวหน้าครอบครัวที่ระบุในเอกสารทางการจะได้ค่าชดเชยมากกว่าสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าหัวหน้าครอบครัวนั้นจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม

หลักมนุษยธรรม ที่คำนึงถึงความเป็นหญิงชาย

ผู้หญิงมีความทัดเทียมและมีศักดิ์ศรี สภาพความเป็นมนุษย์ไม่แตกต่างไปจากผู้ชาย ในอนุสัญญาการจัดการการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ขององค์การสหประชาชาติซึ่งประเทศไทยได้ลงนามและถือเป็นพันธะผูกพันแปรสู่รูปธรรมปฏิบัติการตั้งแต่ พ.ศ.2528 ได้ให้ความหมายการเลือกปฏิบัติไว้ว่า หมายถึง การแบ่งแยก การกีดกัน หรือการจำกัดใดๆ เพราะเหตุแห่งเพศ ซึ่งมีผลหรือจุดประสงค์ที่จะทำลาย หรือทำให้เสื่อมเสียการยอมรับเพราะได้อุปโภคหรือใช้สิทธิโดยสตรี โดยไม่เลือกสถานภาพด้านการสมรส บนพื้นฐานของความเสมอภาคของบุรุษและสตรีของมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สงคราม วัฒนธรรม พลเมืองหรือด้านอื่นๆ

ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะดำรงชีวิตอย่างมีเกียรติและไดรับความเคารพในสิทธิมนุษยชนของแต่ละบุคคล เราถือว่าผู้ประสบภัยพิบัตินั้นมีสิทธิที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านความจำเป็นพื้นฐานเป็นอันดับแรก และเราถือว่ารัฐเป็นผู้ที่มีบทบาทและความรับผิดชอบในเบื้องต้นที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนหากเกินศักยภาพที่พวกเขาจะรับมือได้

การวางแผนการดำเนินงานที่ขาดความละเอียดอ่อนของมิติหญิงชายส่งผลให้ผู้หญิงไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ อันเกิดจากความแตกต่างทางเพศ เช่น การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงดูทารก ความเสี่ยงที่จะถูกละเมิดทางเพศ สภาวะดังกล่าวทำให้ผู้หญิงต้องการความช่วยเหลือที่เฉพาะออกไป โดยหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือต้องคำนึงถึง

ความแตกต่างระหว่างหญิงและชายไม่ได้มีสาเหตุเฉพาะพวกเขาเกหิดมาต่างกันเท่านั้น แต่ยังมีรากฐานมาจากวัฒนธรรม ค่านิยม และความคาดหวังต่อบทบาทผู้หญิงในครอบครัว ชุมชน และสังคมที่แตกต่างกันด้วยบทบาททางเพศดั้งเดิมตายตัวที่ผู้หญิงถูกคาดหวังในความเป็นแม่ ผู้ต้องช่วยเหลือดูแลครอบครัวและลูก ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถปลดเปลื้องพันธนาการเหล่านี้และเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนั้นการแต่งกายของผู้หญิงและค่านิยมที่ให้ผู้หญิงปกปิดเรือนร่างมิดชิดก็กลายเป็นสาเหตุและเงื่อนไขที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนเสียชีวิตในเหตุการณ์ภัยพิบัติ การถูกจำกัดโอกาสทำให้ไม่เคยเรียนรู้การว่ายน้ำหรือวันที่เกิดเหตุผู้หญิงต้องทำงานในบ้านทำให้ไม่รู้เรื่องคลื่นยักษ์ จึงไม่ทันได้หลบหนีไปยังที่ปลอดภัย

ภาวะเสี่ยงที่ผู้หญิงอาจถูกกระทำรุนแรงและแบบแผนการดำเนินชีวิตที่แตกต่างระหว่างหญิงชายนี้ เป็นเหตุผลให้ให้การดำเนินการให้ความช่วยเหลือทั้งในยามฉุกเฉินและการเยียวยาสร้างชีวิตใหม่ภายหลังภัยพิบัติจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความแตกต่างของสภาพปัญหาและความต้องการจากความเป็นหญิงเป็นชาย ต้องมีการรับฟังเสียงของผู้หญิงและคนชายขอบต่างๆ เพื่อนำมาปรับแผนการทำงานให้สอดคล้อง หรือตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มคนเหล่านี้อย่างตรงจุดและเหมาะสม และเพื่อให้ผู้ประสบภัยพิบัติดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แนวทางการเสริมสร้างศักยภาพเพื่อการสร้างหลักประกันการมีส่วนร่วมและมีมิติหญิงชายในการช่วยเหลือ ป้องกัน และฟื้นฟู

ผู้ประสบภัยควรได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมในการกำหนด วางแผน จัดทำควบคุมดูแล และประเมินผล แผนงานการช่วยเหลือ ซึ่งสะท้อนจากการที่หญิงและชายในทุกช่วงอายุจากประชากรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและประชากรในพื้นที่รวมทั้งกลุ่มเสี่ยงภัย ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือและมีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นต่อองค์กรที่เข้ามาช่วยเหลือ ตลอดทุกขั้นตอนของโครงการ(แหล่งข้อมูล :Sphere-มาตรฐานขั้นต่ำที่ 1 เรื่องความร่วมมือ
 
การนำหลักในการมีส่วนร่วมของผู้หญิงให้เกิดผลในทางปฏิบัติจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยตระหนักและมองเห็นศักยภาพและบทบาทของผู้หญิง หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะส่งผลถึงการพัฒนากลไกทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการที่จะเอื้อให้เกิดการเข้าถึงผู้ประสบภัยที่มีความแตกต่างหลากหลายในการดำรงชีพ วัฒนธรรม และกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งนี้ยังสามารถเข้าถึงความต้องการเฉพาะของกลุ่มผู้หญิง เด็ก และกลุ่มเปราะบางอื่นๆ

การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการจัดการภัยพิบัติสามารถทำได้โดยการเสริมศักยภาพและการสนับสนุนให้มีมาตรการทางบวกรูปแบบและวิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้หญิงได้มีส่วนร่วมในการกำหนด ตัดสินใจในการดำเนินงานต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้ประสบภัยในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ผู้หญิงได้รับประโยชน์และได้ถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ เอกชน เช่น บ้านถาวร เรือและอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ อย่างชอบธรรม

แผนงานที่จัดทำขึ้นต้องสอดคล้องกับความต้องการของผู้ประสบภัยและผู้ประสบภัยที่เป็นสมาชิกของกลุ่มคนชายขอบ และชัดเจนเข้าใจง่าย ทั้งนี้ขั้นตอนของการจัดทำแผนดังกล่าวควรเริ่มจากการประเมินขั้นต้นโดยวิเคราะห์ธรรมชาติของภัยพิบัติและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบภัย ควรค้นหาศักยภาพของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ จัดทำข้อมูลพื้นฐานและประเมินความต้องการและความเสี่ยง โดยรวม และโดยเฉพาะกับสตรีและผู้เปราะบาง พร้อมกำหนดช่องว่างของความช่วยเหลือท่ได้ดำเนินการมาแล้ว ทั้งนี้การประเมินพื้นที่และชุมชนที่ประสบภัยต้องมองแบบภาพเชิงองค์รวมโดยไม่แยกแต่ละส่วนออกจากกัน อย่างเช่น เศรษฐกิจ ศาสนา และประเพณี สังคม การเมือง และปัจจัยด้านความปลอดภัย กลไกการแก้ไขหรือความคาดหวังต่อการฟื้นชุมชน ขั้นตอนนี้เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญมากเนื่องจาก หากไม่เข้าใจปัญหา ความต้องการของผู้ประสบภัย และสภาพของพื้นที่อย่างถ่องแท้แล้ว จะไม่สามารถดำเนินการแก้ไขและฟื้นฟูชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนฐานของความเท่าเทียมและเป็นธรรม



ศิริพร สโครบาเนค และ วรัญญา เกื้อนุ่น, ชนชั้น ชายขอบ เพศสภาพ และภัยพิบัติ กรณีสึนามิกับผลกระทบต่อผู้หญิง,(กรุงเทพฯ : มูลนิธิผู้หญิง,2550)น.1
ผู้หญิง :  สู้เพื่อชุมชน

การคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอกของบริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจอเนอเรชั่น จำกัด และโรงไฟฟ้าหินกรูดของบริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีวีลอบเม้นท์ จำกัด คือเวทีการต่อสู้ภาคประชาชนที่กลายเป็นต้นแบบของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ที่สามารถหยุดโครงการรัฐที่ชุมชนท้องถิ่นไม่เห็นด้วย
โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก ดำเนินการโดยบริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจอเนอเรชั่น จำกัด เมื่อแล้วเสร็จจะให้กำลังการผลิต ๗๓๔ เม็กกะวัตต์ ใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้นจำนวน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ตามแผนเดิมเริ่มก่อสร้างในวันที่ ๑ ตุลาคมนี้ มีอายุสัมปทาน ๒๖ ปี ส่วนโรงไฟฟ้าหินกรูด ดำเนินการโดย บริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีวีลอบเม้นท์ ใช้งบประมาณ ๑,๔๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้เวลาก่อสร้าง ๔ ปี มีอายุสัมปทาน ๒๕ ปี โดยทั้ง ๒ โครงการนี้ เป็นการร่วมทุนระหว่างคนไทยกับต่างประเทศ
การต่อสู้คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของชาวบ่อนอกและบ้านกรูด เริ่มต้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 โดยกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก และกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนกระทั่งโครงการฯ นี้ได้ถูกกระทั่งโครงการยุติลง   นับเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานโดยชุมชนท้องถิ่นถือเป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับการต่อสู้ในภาคประชาชน
ในวันนี้นักต่อสู้แห่งชุมชนก็ยังคงเคลื่อนไหว จับตาโครงการต่างๆ ที่ต้องการจะเข้ามาใช้พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อีกทั้งเป็นแนวร่วมของหลายขบวนที่ต่อต้านโครงการพัฒนาของรัฐ ที่ส่งผลต่อชุมชน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตในอนาคต

กรณ์อุมา พงษ์น้อย
สู้ไม่ยอมพ่ายกับการต่อสู้ที่ยาวนานนับสิบปี
บ่อนอก บ้านกรูด...ที่นี่กลายเป็นตำนานการต่อสู้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชนทั่วประเทศ หลายพื้นที่เริ่มที่จะต่อสู้เพื่อชุมขนของตนเองมากขึ้น ซึ่งพวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของประชาชนในต่อสู้เพื่อสิทธิท้องถิ่น และเพื่อให้สังคมประจักษ์ว่า...แผ่นดินบ่อนอก บ้านกรูด คือแผ่นดินประชาชนอย่างแท้จริง
ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 การเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ้านกรูดและบ่อนอก เป็นการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่สามารถหยุดโครงการของรัฐ ถือเป็นแบบฉบับในการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ชัดเจนและเข้มแข็งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งเป็นขบวนการเคลื่อนของชุมชนที่ยังมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนควบคู่ไปด้วย กล่าวได้ว่าการต่อสู้ของภาคประชาชนที่นี่มีพลังสามารถหยุดยั้งการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐโรงการมากมายของรัฐนั้นถูกกำหนดมาจากนโยบายและไม่เคยยอมรับฟังเสียงคัดค้านของชุมชนท้องถิ่น และนี่ก็จะเป็นบทเรียนสำคัญของรัฐที่จะต้องปรับเปลี่ยนและรับฟังให้มากขึ้น
หลังจากการเสียชีวิตของ “เจริญ วัดอักษร” หนึ่งในแกนนำคนสำคัญสมาชิกกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถูกลอบสังหารในเดือนมิถุนายน ปี 2547 หลังจากเขาได้ทำการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ และตรวจสอบการทุจริตที่ดินในพื้นที่อย่างหนักหน่วง ถึงแม้จะเสียเจริญไป แต่ใช่ว่าจะหยุดการเคลื่อนไหวทีนี่ได้

ตัวแทนของเจริญก็เกิดขึ้น เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์การต่อสู้ร่วมกัน แม้จะเป็นผู้หญิงแต่ก็แกร่งและเข้มแข็งไม่ต่างจากชาย จากการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันมา การมายืนแทนที่ตรงนี้ก็ไม่ใช่อุปสรรคของ กรณ์อุมา พงษ์น้อย หรือ “กระรอก” แม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้ามยิ่งกลับทำให้เธอนั้นกล้าที่จะสู้มากขึ้น และพร้อมที่จะเผชิญกับความไม่ถูกต้องได้ทุกเมื่อ

ในฐานะผู้หญิงทำให้เรามีปัญหาไหม เพราะก่อนหน้านั้นเจริญเขาทำอยู่ก่อนแล้ว

ไม่เยอะ แต่น่าจะเป็นปัญหาก็คงเป็นเรื่องท่าทีมากกว่า เนื่องจากเราอายุน้อยและเป็นผู้หญิง บางครั้งก็ต้องระวังท่าทีการล้ำเส้น เช่น เวลาเราเรียกก็เรียกลูกพี่ทุกคำ ไม่ใช้ท่าทีแบบสั่งการ
นอกจากทำงานกับกลุ่มบ่อนอก บ้านกรูด ในส่วนของกลุ่มอื่น ๆ ที่เราไปทำงานด้วย เขาคิดยังไง
เหมือนว่าเราได้รับการยอมรับอยู่แล้วจึงไม่ค่อยมีปัญหา ตอนนี้ประจวบลุกขึ้นมาคัดค้าน 6 กลุ่ม เพราะมันอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจชายฝั่งภาคตะวันตก
ดูเหมือนว่า แถบนี้มีแกนนำที่เป็นผู้หญิง
ถ้าเป็นการชุมนุมที่ไม่สำคัญมากผู้ชายก็ต้องออกเรือที่มาร่วมก็จะเป็นผู้หญิง เป็นแม่บ้านเป็นลูกสาว เพราะอย่างนั้นขบวนเราเวลาเคลื่อนก็มีผู้หญิงเป็นหลัก 80% และคณะนำที่ทำงานเองหลายที่ก็เป็นผู้หญิง ที่ทับสะแก ที่บ้านกรูด
ส่วนตัวไม่ชอบที่จะขึ้นมาอยู่หัวขบวน แต่สถานการณ์มันทำให้เราจำเป็นต้องขึ้นมานำ ไม่ใช่ไม่มีส่วนร่วมแต่เราอยู่ส่วนอื่นอยู่ในขบวน จะว่าไม่มีปัญหาซะเลยก็ไม่ใช่ ช่วงแรกๆ แกนนำที่เป็นพี่ผู้ชายก็มีบ้างที่มีท่าทีบ้างในช่วงต้นๆ แต่กับขบวนไม่ค่อยมี
ฐานะที่เป็นแกนนำผู้หญิง เวลาต้องไปติดต่อฝ่ายรัฐ เจออะไรบ้างหรือมีปัญหาอะไรไหม
มีคนสะท้อนว่ากะรอกโหด อำมหิต กว่าเจริญ  เวลาประสานงาน ต่อรองกับรัฐ  เราว่ามันอยู่ที่ใจมากว่า ไม่ได้อยู่ที่เพศทั้งหมด ถ้าใจได้มันก็ได้ แล้ววันนี้เรารู้สึกว่าเป็นผู้หญิงได้เปรียบ เช่น รัฐมนตรีมานั่งโต๊ะเจรจากับเรา ซึ่งเราเป็นผู้หญิงและเราก็ไม่ได้คิดว่าเขาใหญ่โต ที่จริงมันมาจากวิธีคิดว่าเราเท่ากัน
ถ้าจะเป็นปัญหาก็จะมาจากวิธีคิด ไม่กล้า คิดว่าเราเป็นผู้หญิง เป็นชาวบ้าน แต่เราไม่ใช่เราคิดว่ารัฐมนตรี มันเป็นแค่การถูกออกแบบทางอำนาจมา คุณแค่คนคนหนึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ไม่เคยรู้สึกว่าเขาเหนือกว่าเรา และเรามีวิธีคิด กำหนดท่าทีว่าเราเป็นนายนะ
ในอดีตมันมีชุดความคิดเรื่องอำนาจที่ครอบมา เขาก็คิดว่าเขาเป็นนาย เขาว่าคนอีสานย่านเจ้าย่านนาย คนประจวบฯก็ย่าน แต่ทุกวันนี้ต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนเห็นตำรวจก็กลัวยังไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ไปอำเภอนี่ถูกขู่ พูดจาไม่ดี ตะคอกใส่ ก็ไม่กล้า แต่วันนี้ถือว่าดีขึ้นมาก ชาวบ้านได้ตกผลึกทางความคิดมากทีเดียว ในเรื่องการติดต่อกับราชการ ยิ่งถ้าใสเสื้อเขียวยิ่งเป็นยันต์กันผี
แต่ก่อนคนอื่นๆก็เริ่มจากความไม่กล้า ก็ถามว่าทำไมไม่กล้า  กลัวโน่นกลัวนี่ เขาเป็นเจ้าเป็นนาย เขาเป็นผู้ชายเราเป็นผู้หญิง  เขาใหญ่โต เราก็ถามว่ายังไง ทำไมเราไม่รู้สึกว่ามันใหญ่โต มันไม่ได้ขึ้นกับเพศ กับวัยอย่างเดียว
ทีนี่สิทธิสตรีถือว่าก้าวหน้า อาจจะเป็นเพราะครอบครัวไม่ได้กดขี่ ทุกวันนี้เวลาทำงานกันก็ระวังท่าที ไม่ให้กดทับเกินไป ต้องตรวจสอบตัวเองเหมือนกัน
แกนนำผู้หญิงกับแกนนำผู้ชายต่างกัน ต้องระวังตัวยังไง
ทุกวันนี้ทั้ง 6 กลุ่มยังไม่มี ก็ได้รับการยอมรับ เราเองก็ทำมานานมีประสบการณ์ร่วมกันเป็น 10 ปี  ส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คงเป็นเวลาเดินทางไปไหนมาไหน ต้องระวังเวลาเดินทางด้วยกันกับผู้ชาย ต้องมีคนที่สามไปด้วย เพื่อป้องกันการถูกมองแบบชู้สาว เพราะถ้าเกิดผลกระทบขึ้นมา มันไปตกที่ขบวน
ผู้หญิงต้องระวังตัวมากกว่าผู้ชาย รู้สึกยังไงบ้างท่ามกลางอันตรายรอบด้านแบบนี้
ก็มีบ้าง มีข่าวมาหนาหูขึ้นว่ามีการตั้งค่าหัว เหมือนที่เจริญเคยโดน ก็ช่วยกันระวังเรื่องเดินทางไปไหนก็ไม่อยากให้ไปคนเดียว ก็มีเหตุการณ์บ้าง ที่ผิดปกติ พี่สาวมานอนด้วยแล้วตอนเช้าเราลุกจะไปตลาดแต่มืด ตีสามตีสี่  แต่พี่สาวบอกว่าอย่าเพิ่งไปเลยได้ยินเสียงหมาเห่าขึ้นมาจากชายทะเล ขึ้นมาถึงหัวนอน พอสว่างไปดูก็เห็นรอยรองเท้าผ้าใบสองคู่ตามทางที่หมาเห่าเหมือนที่พี่สาวว่า  จากนั้นก็มีข่าวหนาหูขึ้นเรื่อยๆ
คนก็ชอบถามว่าเคยโดนขู่ไหม ทั้งที่รู้ว่าขู่ก็ไม่กลัว อย่างเจริญก่อนจะถูกยิงก็มีคนเตือนว่าถ้าไม่ติดรอกตายมาหลายครั้ง ก็เคยเช็คกันว่าเมื่อวันนั้นวันนี้ ตรงนั้นตรงนี้ รอกก็ไปด้วย หลังจากเจริญตายก็มีคนเดิมมาพูดอีก ว่ารอกน่ะเป็นผู้หญิงยิงผัวมันตายแล้ว เมียมันก็ต้องกลัว เดี๋ยวก็หนีไปอยู่ที่อื่น รอกก็ว่าฝากไปบอกพวกนั้นด้วยว่าหม้อรกรอกฝังอยู่ที่นี่ ยังไงก็ไม่หนีไปไหน คนอย่างรอกเดินหน้าแล้วไม่ถอยหลัง เกิดมาตายทุกคน
หลังจากนั้นก็ตามจิกตามชี้ ไม่ได้นั่งโศกเศร้าเสียใจ ทั้งที่เสียใจมาก ได้แต่เตือนสติตัวเอง จากนี้เรามีภารกิจต้องสานต่อถ้าเราล้มอีกคนก็จบ รอกเหมือนมีสองสถานะเป็นทั้งคู่ชีวิตทั้งเพื่อร่วมต่อสู้ ถ้ามัวแต่เป็นลมล้มพับขวัญกำลังใจจะไปอยู่ที่ไหน ถ้ารอกจบคนอื่นก็คงจบกันด้วยคงถอดใจ
หลังจากเราตามจิกตามจี้ ได้สักพักก็มีการขู่อีกให้ระวังตัว เพราะรอกทำมากกว่าเจริญเข้าไปอีก ยุ่งเรื่องชาวบ้านมากขึ้นไปอีกเหมือนจากนั้นเหมือนว่าเราไปแลกเปลี่ยนกับพื้นที่อื่น เอาประสบการณ์มาแชร์กัน แต่ไม่มีการรับเหมาทำแทน เพราะคุณเป็นเจ้าของปัญหา ต้องตกผลึกความคิดให้ได้ว่าเรื่องอย่างนี้เราต้องร่วมด้วยช่วยกัน
ผู้หญิงที่จะมายืนหยัด นำคนอื่นแบบนี้ได้ต้องพร้อมขนาดไหน
ถ้าตัวคนเดียวก็จะสะดวกมาก อาจจะคุยกับญาติพี่น้องเล็กๆ น้อยๆ ว่าเราคิดอะไร แต่สำหรับคนมีครอบครัวมีสามีมีลูก ก็จะเป็นภาระที่ถ่วงให้เราสู้ได้ไม่เต็มที่ อย่างพี่หน่อยแต่แกก็มุ่งมั่น แต่สามีนี่เราต้องคุยกันแล้วเราคิดตรงกันมันเลยไม่มีปัญหาเรื่องการผลักภาระด้านปัญหาเศรษฐกิจครอบครัวมาให้
วันนี้รอกไม่มีเจริญ เพราะเสียไปจากเรื่องนี้ ญาติพี่น้องก็เป็นห่วงแต่ในความเป็นห่วงก็ไม่ได้ห้ามอะไร เพราะรู้ว่าห้ามก็คงไม่สำเร็จ ที่จริงก็สงสารแม่นะรู้สึกว่า บาปทำให้แม่เป็นทุกข์ แม่คงนอนไม่ค่อยหลับ ถ้าอยู่บ้านแกจะเป็นห่วงแต่ถ้าไปข้างนอก เช่นไปกรุงเทพฯ แกรู้ว่าศัตรูเรามันก็อยู่แถวนี้แหละ
เราไม่ได้เรียกร้องให้ใครมานอนเฝ้า เขาคิดกันเอง  ที่จริงเราก็ไม่ได้กลัว ไม่ใช่ท้าทายนะแต่มันอยู่กับการปลง มันก้าวข้ามมาหมดแล้ว ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะลุกขึ้นมาเป็นผู้หญิงบ้าเลือด มันมีลำดับของมันอยู่คนเรากว่าจะก้าวข้ามกรอบอะไรมาได้แต่ละเรื่อง เพราะฉะนั้นวันนี้เราทะลุมาหมดแล้วจะตายจะติดคุก จะอะไรก็ไม่เป็นไร การต่อสู้ทุกวันนี้เรามีคดีเต็มไปหมด มีทั้งยังไม่ได้มอบตัวที่กองปราบ มีทั้งจำคุก 2 ปีที่ศาลชั้นอุธร มีทั้งคดีแพ่งสองล้านแปด คาราคาซังเยอะแยะไปอีก คนก็ถามนะว่าเสียเจริญก็เสียไปแล้วและจะยังเสียอะไรอีกมากมาย ทำไมไม่ยอมหยุด ชีวิตปัญหามันไม่จบก็ต้องอยู่มันเรื่อยไป สังคมมันต้องเปลี่ยนแปลง
ถ้าจำเป็นต้องยุติตัวเองน่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เพราะเราไม่ได้เป็นเอ็นจีโอ ไม่ได้มีแหล่งทุนมาสนับสนุน เราใช้ทุนตัวเอง กิจการนี่ก็เกิดจากส่วนรวม ให้ทุนมาช่วย ให้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ชาวบ้านมาแลกเปลี่ยนเราก็ช่วยได้เราช่วยหมดไม่คิด
ผู้หญิงคนนี้ตะโกนใส่สังคมที่ไม่เป็นธรรม และไม่ยอมอ่อนข้อให้กับคนเอาเปรียบคำตอบของเธอชัดเจน ถึงความมุ่งมั่น ต่อสู้ ไม่ถอย เพราะจิตสำนึกรักท้องถิ่นนั้นอยู่ในตัวของเธอแล้ว ต่อให้เป็นเช่นไร เธอก็จะสู้ นี่เป็นผู้หญิงอีกคนที่ต้องยอมรับหัวใจของเธอว่าแกร่งกว่าและแนวแน่กว่าผู้ชายบางคนเสียอีก

จินตนา แก้วขาว
เธอสู้แบบไม่รู้จบเพราะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทั้งฉบับ
จินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด หนึ่งแกนนำล้มโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกหินกรูด ด้วยแนวทาง “มึงสร้างกูเผา” นักต่อสู้ที่ยืนคู่กับเจริญ วัดอักษร ซึ่งเป็นคู่นักต่อสู้เพื่อท้องถิ่นที่แกร่งที่สุดในยุคนั้น
เธอเป็นผู้หญิงที่ต้องบอกว่า สู้แล้วไม่ถอย และไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แม้จะเหน็ดเหนื่อย เธอก็จะสู้ต่อไป เพื่อท้องถิ่น ชุมชนของตนเอง
ตลอดระยะเวลานับสิบปีของการต่อสู้ เรียกร้อง ในวันนี้เธอยังคงเปี่ยมด้วยพลังที่จะต่อสู้ต่อไป เป็นแนวร่วมกับหลายเครือข่าย เพื่อนพ้องที่ต้องเผชิญปัญหาเหมือนๆ กันยังคงร่วมสู้เพื่อความถูกต้องและยังเป็นต้นแบบคนหนึ่งของนักต่อสู้หลายต่อหลายคน
เธอบอกว่า การต่อสู้จากอดีตจนถึงวันนี้ เพราะแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ที่ผลักดันให้จังหวัดประจวบฯ เป็นจุดสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม มีการวางโครงการ กำหนดนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย ทำให้จากที่ชาวบ้านต่อสู้เรื่องโรงไฟฟ้า กลายเป็นต้องมาต่อสู้กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติทั้งฉบับ
จุดเริ่มต้นที่จะต้องเข้ามาเป็นแกนนำ
เริ่มเข้ามาเป็นแนวร่วมปี 40 พอปี 41 เริ่มขึ้นมา หลังจากที่แกนนำรุ่นแรกถูกซื้อตัว เราก็รับเป็นแกนนำหลักร่วมกับแกนนำรุ่น 2 ที่เป็นผู้ชาย เขาก็ยังเสียดายฐานเสียงของมวลชนอยู่ตอนที่เขาเข้าไปเป็นนักการเมือง บางคนก็ยังไม่ยอมรับเราก็ยังรู้สึกว่าการเป็นนักการเมืองมันฮีโร่ แล้วแกนนำผู้ชายก็ค่อยๆ หลุดออกไป แม้ไม่ได้หลุดออกไปเพราะถูกซื้อตัว แต่เพราะอยากยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นออกไปเป็นนักการเมือง ยังรู้สึกว่าเป็นนักการเมืองมันยิ่งใหญ่ มีอำนาจ โก้ หรู

ทีแรกเราไม่ได้คิดจะเป็นแกนนำ ก็อยากจะเข้าร่วมธรรมดา แต่เกิดเหตุการณ์ที่แกนนำผู้ชายถูกเปลี่ยนวิธีคิด ก็เลยอยากหยุดค้าน บอกว่าคนไม่เข้าใจไม่อยากทำ แต่ความจริงคือได้รับผลประโยชน์จากทางโน้นมากว่า พอไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ไปรับเงินเดือนฝ่ายตรงข้ามเรา พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ชาวบ้านบางคนก็เสียศรัทธา เพราะมีความมุ่งหวัง พอผู้นำเปลี่ยนบางคนก็หลุดจากขบวนไป รู้สึกว่าถูกหลอก ใครมาก็คงเหมือนกันคงหลอกอีก บางคนก็ตามผู้นำคือสู้มาด้วยกันพอผู้นำยอมแพ้ บอกว่าสู้ไม่ได้แล้วก็คงคิดถูกแล้ว ก็เชื่อตามกันไป

ไม่อยากกลายเป็นคนแพ้ ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็นผู้นำ พอสู้ไปๆ เราเริ่มเป็นคนที่ตอบโต้กับรัฐ เราก็เริ่มมาประสานงานทั้งกับชาวบ้าน กับองค์กรต่างๆ เวลามีคนมาสัมภาษณ์ก็สัมภาษณ์เรา เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะกลายมาเป็นผู้นำ แต่คนเริ่มมองมาที่เรา

ผู้หญิงที่ต้องออกมาทำงานเคลื่อนไหวแบบนี้ ยากไหม
มันยากตรงที่เราเป็นผู้หญิงเรามีเรื่องต้องรับผิดชอบ ใหม่ๆ อาจจะยากตรงที่เราต้องจัดการเรื่องในครอบครัวด้วย เพราะพี่มีลูกแล้วเคลื่อนไหวตั้งแต่ลูกอายุขวบครึ่ง กับแฟนไม่มีปัญหาเพราะคิดเหมือนกัน แต่บางทีลูกก็ต้องฝากเขาเวลาจะไปไหน เพื่อนที่จะไปด้วยกันเขาไปรอแล้วจองที่นั่งที่สบาย แต่เรายังต้องล้างขวดนมอยู่เลย ชงนมไว้ เตรียมผ้าอ้อมใส่ตะกร้า เอาลูกไปฝากเขาก่อนค่อยกลับมาอาบน้ำ ได้มันก็ได้แต่คนอื่นพร้อมแล้วเรายังไม่พร้อม ถ้านัดรถ 2 ทุ่ม เราต้องเตรียมตัวตั้งแต่ 4 โมงเย็น บางทีทั้งล้างขวดนม ทั้งต้มน้ำ ทั้งโทรศัพท์คุยประสานงาน มันก็ต้องทำทุกอย่างจะให้บ่นกับใคร บ่นกับมวลชนเหรอ โอ้ยเหนื่อยเหลือเกินก็ไม่ได้ ในขบวนนะพี่มีภาระมากว่าเพื่อน

จัดการเรื่องครอบครัวยังไง
ครอบครัวพี่มาด้วยกันอยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหา ตอนนั้นเหมือนโดนแกล้งแฟนพี่โดนย้าย ก็เลยต้องมาคุยกันว่าไม่ได้ต้องเหลือคนหนึ่งที่ทำงานเป็นหลัก เอาไว้เลี้ยงลูก เพราะเราเองไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารเพราะขายของ แฟนพี่เป็นข้าราชการอย่างน้อยๆ เรามีสวัสดิการของข้าราชการ ได้ช่วยเหลือเวลาเจ็บป่วย ค่าเทอม จากเดิมเราขายของ อยู่บ้าน ทำกับข้าว ซักผ้า ผู้หญิงมีความรับผิดชอบกว่า อย่างแฟนพี่ทำงานแล้วเอาตังค์มาให้ แต่เราเป็นคนมองว่าจะจัดการมันยังไง ถ้าไม่พอแล้วจะทำยังไง แต่พอชุมนุมเราต้องไปเอง ให้เขากลับบ้าน ไม่ต้องมีบทบาท
พูดคุยกับสามีและครอบครัวอย่างไร ให้เขาสนับสนุน
ไม่ได้คุยเลย ที่ไม่ได้คุยกันเพราะเราคิดเหมือนกันแล้วเขาเป็นคนสู้ก่อน แม้ขณะที่เราขยับขึ้นเขาก็ยังอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่อยู่บ้านอย่างเดียวแต่เราไปเขาก็ไปขับรถให้ นั่งรอ เขาอยู่ในสิบคน ในร้อยคนที่เราไปสู้ด้วยกันตลอด เพียงแต่ลดบทบาทในการนำ เพราะฉะนั้นเขาจะรู้เลยว่าต้องไปไหน ทำอะไร และช่วยคิดเรื่องปัญหาเยอะเรื่องมวลชน ธรรมชาติเขาใจร้อน แต่เวลาเราใจร้อนเขาจะมีสติ บางทีเขามองอยู่จากข้างนอก เขาจะช่วยเราได้ว่าสถานการณ์แบบนี้อะไรพูดได้ อะไรไม่ได้ ถ้าเขาไม่เข้าใจ เราจะแบบนี้ไม่ได้ เช่น เรื่องเหนือกว่า แต่ก่อนตัวเองเคยเป็นผู้นำ แต่ตอนนี้แทบจะตามเลยก็ว่าได้ แล้วก็ต้องมีบทบาทในการทำมาหากินอีก แต่เขาก็เข้าใจ คนที่จะมาต่อสู้นะ ถ้าครอบครัวไม่ใส่ใจไปได้ยากมาก ไม่ต้องขัดนะ แค่ไม่ใส่ใจ มีปัญหาแน่นอน คนที่จะไม่มีปัญหาต้องต้องใส่ใจ ช่วยดูว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องช่วยกันแก้ ต้องเรียนรู้ไป

อย่างพี่อยู่บ้านนี้ไม่มีปัญหา แต่แม่พี่มีปัญหา พอไปปุ๊บต้องโกหกแล้ว เพราะถ้ารู้เขาก็จะบอกว่าทำไมไม่รั้กทำมาหากิน เขาไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่ได้อยู่ในกระบวนการต่อสู้ แต่ตรงนี้ไม่มีปัญหาเพราะทั้งชุมชนอยู่หมด อย่างพ่อแฟนพี่เนี่ยจะเข้าใจจะไปช่วยกันถือป้าย แต่ถ้าคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้จะมีปัญหา เพราะเขาไม่ได้คิดตามหรือรู้เรื่อง เจ็บปวด หัวเราะ ร้องไห้ ด้วยไม่ได้

หน่วยงานรัฐที่เราไปประสานงาน ความเป็นผู้หญิงทำให้มีปัญหาบ้างไหม
ทั้งมีปัญหาและไม่มีปัญหา พี่ทั้งประนีประนอมทั้งไม่ประนีประนอม คือพี่จะดูว่าทั้งหมด 6 กลุ่มที่ไปสู้ด้วยกันเนี่ยแรงไป 5 กลุ่ม โดยธรรมชาติพี่เป็นคนแรง แต่เราก็ต้องมองว่าเราต้องการอะไร ถ้าเราต้องการแล้ว เราไม่เปิดโอกาสในการคุย มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องปรับ เช่นพี่จะไม่ไปคุยกับเขาก่อน ต้องให้เขาเป็นฝ่ายประสานมา แล้วเราจะสามารถต่อรองได้ ในการต่อรองก็ต้องยึดหลักตามมติที่เราคุยกันมา ไม่ใช่เราเป็นคนตัดสินใจ แล้วที่นี่เขารู้จักเรามานาน รู้จักในฐานะที่ว่าร้ายด้วย รู้ว่าเราเค็ม เคี่ยว แรง ต่อรองไม่ได้ เราอยู่ในภาพนี้ตลอด

ตอนนี้พี่ก็เพิ่งจะเบาลง เวลาเจรจา เราเองต้องมั่นใจว่าจะต้องได้ ต่างฝ่ายก็ต่างจะต้องได้มากที่สุด ยังไงเราก็ต้องต่อรองให้ได้มากที่สุด มันเป็นคนละเกมส์ แล้วพี่ก็เหมือนจะอาวุโสในหมู่แกนนำ ยังไงเขาก็ต้องคุยกับพี่  เมื่อก่อนบทบาทนี้ไม่มี ไม่มีบทบาทในการเจรจา ณ วันนี้ก็ยังยืนยันว่าไม่อยากมีบทบาทนี้ แต่น้องๆ มันก็พี่หน่อยนั่นแหละ เหมือนว่าจังหวัดจะกลัวด้วย

การยอมรับแกนนำผู้หญิงเป็นยังไง
การจะให้ใครยอมรับเนี่ยยาก เพราะสังคมไทยยังไงก็มองว่าผู้ชายดีกว่า ดูเป็นผู้นำ ดูเข้มแข็งกว่า ก็เหมือนเรา เราเองก็ยังคิดว่า การที่ผู้หญิงออกมา น่าจะลดแรงปะทะ แต่กลับกลายเป็นว่าแรงยิ่งกว่า
ตอนนี้คนที่ยอมรับมีมากกว่า ผู้หญิงทำงานมากกว่า เพราะตอนเข้ามาเราไม่รู้พื้นฐานแต่ละคน ผู้นำชายทีแรกเขาไม่ได้ประสาน เราต้องจัดการก่อนรอไม่ได้ ช้า เขาไม่เข้าใจเรื่องมวลชน แต่เราเห็นว่าต้องทำไปพร้อมกัน ทั้งพื้นที่ มวลชน วิชาการ มองต่างกันเลย คิดในแง่เปิดเลย แต่ด้านการตัดสินใจเรามั่นใจว่า เราตัดสินใจขาด การวางแผนนี่ไม่ต่างจากผู้ชาย อาจจะแรงกว่าด้วย รัดกุมกว่า เรามองมากกว่าผู้ชายว่า ต้องเอานักวิชาการออกมา ต้องมีงานวิชาการ ต้องสื่อสารให้ได้

คิดว่า สังคมไทยเปิดรับบทบาทของผู้หญิงมากขึ้นหรือเปล่า
เราก็ไม่รู้ว่าเป็น เพราะกฎหมายที่ประโคมกันว่า ผู้หญิงผู้ชายเท่าเทียมกัน รณรงค์เรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่กับตัวพี่ไม่ใช่ พี่คิดว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชายที่ลุกขึ้นมามันอยู่ที่ความพร้อม สำหรับบางครอบครัวที่ไม่พร้อมผู้ชายต้องทำกินหลัก บางอาชีพผู้ชายต้องเป็นหลักอย่างภาคใต้ ทำประมงนี่ผู้ชายต้องเป็นหลัก ผู้หญิงทำได้ออกไปช่วยกัน แต่ด้วยงานมันต้องใช้แรงกำลัง คลื่นลม ดึงอวน ติดเครื่องเรือ กำลังผู้หญิงทำคนเดียวไม่ได้ ผู้หญิงเลยออกมาต่อสู้ เพราะต้องทำมาหากินผ้ชายต้องไปออกเรือ เวลาชุมนุมก็ต้องเป็นผู้หญิงไปผู้ชายออกไปหากินก่อน เราก็เข้าใจได้ ผู้หญิงก็เลยเยอะ ชาวบ้านภาคใต้เข้มแข็ง เพราะมีฐานทรัพยากร ทำกินส่งกันไป ภาคอื่นทำไร่ผู้หญิงทำได้ บางครอบครัวค้าขายเวลาชุมนุมก็ปิดร้านไปด้วยกัน

อีกอย่างบทบาทผู้หญิงเริ่มเปลี่ยนมาเรื่อยๆ เพราะสังคมยอมรับ
การที่ผู้หญิงเยอะ เพราะวันนี้มันเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ต้องใช้นามสกุลแฟนก็ได้ เมื่อก่อนพ่อแม่ผัวจะคาดหวังกับลูกสะใภ้มาก พี่เป็นคนนอนดึกมาก ตื่น 8 โมง ทำงานบ้านข้างบนกวาดบ้านถูบ้าน ค่อยลงมาทำงานข้างล่างขายของ ทำกับข้าว แล้วไม่ขึ้นไปแล้วเพราะพี่ขาไม่ดี ญาติเขาก็จะว่าเราขี้เกียจไม่ทำมาหากิน เขาก็ว่าเรา

เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนไปเยอะ แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังคาดหวังต่อผู้หญิงอยู่ อย่างแกนนำเราเองก็คาดหวังเมีย ว่าเมียไม่ทำไอ้นู่น ไม่ทำไอ้นี่ เมียเขาก็ไม่ทำจริงๆ แต่เขาก็เอาแต่คาดหวังเขาไม่คิดจะช่วยกันทำ เราเข้าใจว่าเป็นแกนนำมีงานเยอะนะ แต่อย่าคาดหวังว่าผู้หญิงต้องทำทุกอย่าง

อันหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญเปิดกว้าง สังคมเปิดกว้าง สองเพราะวิถีชีวิตแต่ละคนต่างกัน มันเป็นวัฒนธรรมที่เห็นว่าคนนี้ทำได้เราก็ต้องทำได้

ผู้หญิงที่จะเข้ามาทำงานเคลื่อนไหวแบบนี้ แนะนำไหมว่าจะต้องเจออะไรบ้าง
ไม่ได้บอกหรอก ไม่อยากให้เสียกำลังใจ เรื่องอย่างนี้ก็ต้องให้เจอเอง แล้วแก้ไขกันไป เขาต้องค่อยๆเรียนรู้
การต่อสู้ที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของเธอ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำหญิงคนนี้อย่างชัดเจน อย่างน้อยเธอก็ได้สรุปอย่างง่ายให้เราฟังถึงความเป็นหญิงฐานะแกนนำว่า ต้องใจสู้ รู้รับผิดชอบ

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่างยืน

ประชาสังคมกับธรรมาภิบาลในสังคมไทย
เรวดี ประเสริฐเจริญสุข



การขับเคลื่อนของประชาสังคมให้เกิดและมีการนำหลักการธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารจัดการบ้านเมือง การบริหารการจัดการหน่วยงานภาครัฐที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยเพื่อเป็นหลักปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ  สืบเนื่องจากความล้มเหลวของการพัฒนาซึ่งกําหนดและจัดการโดยรัฐซึ่งถึงแม้นจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนแต่ก็เป็นไปอย่างไม่มีความหมายของการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนอย่างมีนัยสําคัญเนื่องจากไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหา  การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม  รวมทั้งการพัฒนาการเมืองตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามที่เห็นชอบร่วมกัน โดยมุ่งหวังสู่การแก้ไขปัญหาความเสื่อมศรัทธาที่ประชาชนมีต่อหน่วยงานรัฐ ต่อข้าราชการ หรือต่อคณะผู้บริหารการเมือง  อีกทั้งเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ซึ่งเป็นรากเหง้าปัญหาของสังคมไทย

เป็นที่ตระหนักว่า แม้นกลุ่มประชาสังคมจะเป็นกลไกที่มีบทบาทสําคัญในการขับเคลื่อนสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในสังคมไทย หากแต่การสร้างให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารกิจการการเมืองการปกครองเป็นภารกิจที่ทุกๆฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ร่วมทั้งภาคประชาชน ประชาสังคมต้องร่วมกันทํางานด้วยกัน   โดยมีเป้าหมายสู่การสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมประชารัฐ  ไม่ใช่สังคมประชาชาติที่รัฐและนักการเมืองมีบทบาทเป็นหลักดั่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ผู้เขียนมีความเชื่อว่าการบริหารจัดการการเมืองการปกครองบนฐานแนวคิดและหลักการธรรมาภิบาลจะเป็นรูปธรรมที่เป็นจริงก็ต่อเมื่อประชาชนตระหนักในฐานะความเป็นพลเมืองของตนเองซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ความชอบธรรมที่พึ่งได้รับและพึ่งปฏิบัติ ในขณะที่ภาคประชาชนเองก็ถือเป็นวาระของภาคประชาชนที่จะต้องร่วมกันขับเคลื่อน นอกจากการที่บุคคลากรของหน่วยต่างๆทุกระดับ  ได้มีความสำนึกและความตระหนัก ในความสําคัญและความจำเป็นที่จะต้องสร้างให้ธรรมาภิบาลมีเกิดขึ้นในหน่วยงานของตน
ดังนั้นการจะสร้างและผลักดันให้เกิดธรรมาภิบาลจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคคล  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  โดยมุ่งหวังว่าตัวบุคคลซึ่งมีความตระหนักและเห็นความสําคัญจะเป็นกลไกที่เป็นยุทธศาสตร์สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในวิธีการบริหาร การจัดการ การปฏิบัติตน  บนฐานคนที่มีคุณธรรม  มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน  หากแต่ดำเนินการในบทบาทหน้าที่ต่างๆ  ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ส่วนร่วม บนเป้าหมายร่วมกันสู่การพัฒนาสังคมไทยโดยรวม  สู่สังคมการพัฒนาที่ยั่งยืน

ประวัติศาสตร์ประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงบทบาทประชาชนที่มีการรวมตัวเป็นกลุ่มขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาเมื่อถูกกระทําจากผู้ปกครองต่อเนื่องมา แม้นจะไม่ได้เรียกขานปฏิบัติการต่างๆเหล่านั้นว่ากลุ่มประชาสังคมก็ตาม การรวมตัวและพัฒนาการปฏิบัติการภาคประชาชนได้ขยายเติบโตเป็นกลุ่ม เป็นขบวนการและเครือข่ายหลากหลายตามสภาพปัญหา แนวคิด ความสนใจ อุดมการณ์ที่มีร่วมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยร้อยรัดก่อเกิดปฏิบัติการความร่วมมือ โดยมีรูปธรรมปฏิบัติการในหลายลักษณะแตกต่างกันไป อันสะท้อนการสร้างและขยายพื้นที่การเมืองสาธารณะสู่การเปลี่ยนแปลงให้เกิดการพัฒนาระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยมุ่งหวังการเปลี่อนแปลงที่มีหลักประกันการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกิดขึ้นโดยสังคม โดยประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนด ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การบริหารจัดการรวมศูนย์เฉพาะโดยภาคการเมือง หน่วยงานของรัฐ และกลุ่มผู้มีอิทธิพลเท่านั้น

ประชาสังคมเป็นกลไกที่มีอิสระจากรัฐและทุน  เป้าประสงค์การขับเคลื่อนในสังคมเป็นไปเพื่อ การสร้างหลักประกันชีวิตความเป็นอยู่ ความมั่นคงด้านอาหาร ในการงานอาชีพ สร้างให้เกิดสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคเท่าเทียม ความเป็นธรรม

ประเด็นสำคัญของการขับเคลื่อนของประชาสังคม คือการสร้างและส่งเสริมสังคมที่อยู่ร่วมกันบนหลักการสิทธิมนุษยชน ที่เคารพสิทธิ เสรีภาพของบุคคล ส่งเสริมความเสมอภาค การสร้างหลักประกันความยุติธรรม และการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียม การส่งเสริมการมีส่วนร่วมภาคประชาชนในการวางแผนเศรษฐกิจสังคมและการเมือง การร่วมกำหนดนโยบายเศรษกิจ สังคม รวมทั่ง การตัดสินใจทางการเมือง และการตรวจสอบการใช้อำนาจในระดับ

การขับเคลื่อนของประชาสังคมไทยเพื่อลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชนได้มุ่งสู่ประเด็นการสร้างหลักประกันการกระจายของอำนาจ การรับรองสิทธิชุมชน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมชุมชนท้องถิ่น ในการเข้าถึงอนุรักษ์ฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรามชาติ และความหลากหลายทางชีวิภาพอย่างสมดุลรวมทั้งการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมบำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนนอกจากนี้ ประเด็น การคุ้มครองและส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงชาย การสร้างหลักประกันให้ประชาชนมีหลักประกัน การเข้าถึงและได้รับบริการขั้นพื้นฐาน ด้านการศึกษา การดูแลด้านสุขภาพ และจัดหาและจัดบริการสาธารณูปโภคให้กับประชาชน อย่างมีคุณภาพ รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพความเสมอภาค เท่าเทียม ของกลุ่มคนเปราะบางและ ผู้ด้อยโอกาส ไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติ การเสริมสร้างความเข้มเข็งในการพัฒนาการอาชีพฐานราก การสร้างหลักประกัน การมีงานทำ การคุ้มครองผู้บริโภครวมทั้ง การสร้างอธิปไตยในการบริหารการจัดการใด ๆ  เพื่อป้องกันเอกชนและกิจกรรมสาธารณะสร้างความเป็นธรรมในสังคม ไม่เอื้อประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

การขับเคลื่อนเพื่อสร้างธรรมมาภิบาลในการบริหารจัดการบ้านเมือง และการจัดการองค์กรภาครัฐถือเป็นวาระประชาชนที่ต้องผนึกกำลังดำเนินต่อเนื่องบนรูปธรรมปัญหาและสาระเรื่องต่างๆที่มีหลากหลายแตกต่างซึ่งภาคประชาชนเผชิญอยู่ ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแลกิจการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามครรลองคลองธรรม รวมไปถึงการมีศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวงที่พึงมีและพึงปฏิบัติ ทั้งนี้สะท้อนรูปธรรมได้จากการบริหารจัดการองค์กรที่มีความโปร่งใส การสามารถตรวจสอบได้ การปราศจากการแทรกแซงของผู้มีอิทธิพล นักการเมืองและนายทุน ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ กำหนด และตรวจสอบ


*เรวดี ประเสริฐเจริญสุข : ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
เอกสารประกอบการประชุมวิชาการประจำปีสถาบันพระปกเกล้า ปี 2551  ณ สำนักงานสหประชาชาติ ระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายน 2551