ผู้หญิง : สู้เพื่อชุมชน
การคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอกของบริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจอเนอเรชั่น จำกัด และโรงไฟฟ้าหินกรูดของบริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีวีลอบเม้นท์ จำกัด คือเวทีการต่อสู้ภาคประชาชนที่กลายเป็นต้นแบบของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ที่สามารถหยุดโครงการรัฐที่ชุมชนท้องถิ่นไม่เห็นด้วย
โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก ดำเนินการโดยบริษัทกัลฟ์ เพาเวอร์ เจอเนอเรชั่น จำกัด เมื่อแล้วเสร็จจะให้กำลังการผลิต ๗๓๔ เม็กกะวัตต์ ใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้นจำนวน ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท ตามแผนเดิมเริ่มก่อสร้างในวันที่ ๑ ตุลาคมนี้ มีอายุสัมปทาน ๒๖ ปี ส่วนโรงไฟฟ้าหินกรูด ดำเนินการโดย บริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีวีลอบเม้นท์ ใช้งบประมาณ ๑,๔๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้เวลาก่อสร้าง ๔ ปี มีอายุสัมปทาน ๒๕ ปี โดยทั้ง ๒ โครงการนี้ เป็นการร่วมทุนระหว่างคนไทยกับต่างประเทศ
การต่อสู้คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของชาวบ่อนอกและบ้านกรูด เริ่มต้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 โดยกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก และกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนกระทั่งโครงการฯ นี้ได้ถูกกระทั่งโครงการยุติลง นับเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานโดยชุมชนท้องถิ่นถือเป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับการต่อสู้ในภาคประชาชน
ในวันนี้นักต่อสู้แห่งชุมชนก็ยังคงเคลื่อนไหว จับตาโครงการต่างๆ ที่ต้องการจะเข้ามาใช้พื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อีกทั้งเป็นแนวร่วมของหลายขบวนที่ต่อต้านโครงการพัฒนาของรัฐ ที่ส่งผลต่อชุมชน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตในอนาคต
กรณ์อุมา พงษ์น้อย
สู้ไม่ยอมพ่ายกับการต่อสู้ที่ยาวนานนับสิบปี
บ่อนอก บ้านกรูด...ที่นี่กลายเป็นตำนานการต่อสู้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชนทั่วประเทศ หลายพื้นที่เริ่มที่จะต่อสู้เพื่อชุมขนของตนเองมากขึ้น ซึ่งพวกเขาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของประชาชนในต่อสู้เพื่อสิทธิท้องถิ่น และเพื่อให้สังคมประจักษ์ว่า...แผ่นดินบ่อนอก บ้านกรูด คือแผ่นดินประชาชนอย่างแท้จริง
ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 การเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ้านกรูดและบ่อนอก เป็นการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่สามารถหยุดโครงการของรัฐ ถือเป็นแบบฉบับในการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ชัดเจนและเข้มแข็งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกทั้งเป็นขบวนการเคลื่อนของชุมชนที่ยังมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนควบคู่ไปด้วย กล่าวได้ว่าการต่อสู้ของภาคประชาชนที่นี่มีพลังสามารถหยุดยั้งการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐโรงการมากมายของรัฐนั้นถูกกำหนดมาจากนโยบายและไม่เคยยอมรับฟังเสียงคัดค้านของชุมชนท้องถิ่น และนี่ก็จะเป็นบทเรียนสำคัญของรัฐที่จะต้องปรับเปลี่ยนและรับฟังให้มากขึ้น
หลังจากการเสียชีวิตของ “เจริญ วัดอักษร” หนึ่งในแกนนำคนสำคัญสมาชิกกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถูกลอบสังหารในเดือนมิถุนายน ปี 2547 หลังจากเขาได้ทำการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ และตรวจสอบการทุจริตที่ดินในพื้นที่อย่างหนักหน่วง ถึงแม้จะเสียเจริญไป แต่ใช่ว่าจะหยุดการเคลื่อนไหวทีนี่ได้
ตัวแทนของเจริญก็เกิดขึ้น เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์การต่อสู้ร่วมกัน แม้จะเป็นผู้หญิงแต่ก็แกร่งและเข้มแข็งไม่ต่างจากชาย จากการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกันมา การมายืนแทนที่ตรงนี้ก็ไม่ใช่อุปสรรคของ กรณ์อุมา พงษ์น้อย หรือ “กระรอก” แม้แต่นิดเดียว ตรงกันข้ามยิ่งกลับทำให้เธอนั้นกล้าที่จะสู้มากขึ้น และพร้อมที่จะเผชิญกับความไม่ถูกต้องได้ทุกเมื่อ
ในฐานะผู้หญิงทำให้เรามีปัญหาไหม เพราะก่อนหน้านั้นเจริญเขาทำอยู่ก่อนแล้ว
ไม่เยอะ แต่น่าจะเป็นปัญหาก็คงเป็นเรื่องท่าทีมากกว่า เนื่องจากเราอายุน้อยและเป็นผู้หญิง บางครั้งก็ต้องระวังท่าทีการล้ำเส้น เช่น เวลาเราเรียกก็เรียกลูกพี่ทุกคำ ไม่ใช้ท่าทีแบบสั่งการ
นอกจากทำงานกับกลุ่มบ่อนอก บ้านกรูด ในส่วนของกลุ่มอื่น ๆ ที่เราไปทำงานด้วย เขาคิดยังไง
เหมือนว่าเราได้รับการยอมรับอยู่แล้วจึงไม่ค่อยมีปัญหา ตอนนี้ประจวบลุกขึ้นมาคัดค้าน 6 กลุ่ม เพราะมันอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจชายฝั่งภาคตะวันตก
ดูเหมือนว่า แถบนี้มีแกนนำที่เป็นผู้หญิง
ถ้าเป็นการชุมนุมที่ไม่สำคัญมากผู้ชายก็ต้องออกเรือที่มาร่วมก็จะเป็นผู้หญิง เป็นแม่บ้านเป็นลูกสาว เพราะอย่างนั้นขบวนเราเวลาเคลื่อนก็มีผู้หญิงเป็นหลัก 80% และคณะนำที่ทำงานเองหลายที่ก็เป็นผู้หญิง ที่ทับสะแก ที่บ้านกรูด
ส่วนตัวไม่ชอบที่จะขึ้นมาอยู่หัวขบวน แต่สถานการณ์มันทำให้เราจำเป็นต้องขึ้นมานำ ไม่ใช่ไม่มีส่วนร่วมแต่เราอยู่ส่วนอื่นอยู่ในขบวน จะว่าไม่มีปัญหาซะเลยก็ไม่ใช่ ช่วงแรกๆ แกนนำที่เป็นพี่ผู้ชายก็มีบ้างที่มีท่าทีบ้างในช่วงต้นๆ แต่กับขบวนไม่ค่อยมี
ฐานะที่เป็นแกนนำผู้หญิง เวลาต้องไปติดต่อฝ่ายรัฐ เจออะไรบ้างหรือมีปัญหาอะไรไหม
มีคนสะท้อนว่ากะรอกโหด อำมหิต กว่าเจริญ เวลาประสานงาน ต่อรองกับรัฐ เราว่ามันอยู่ที่ใจมากว่า ไม่ได้อยู่ที่เพศทั้งหมด ถ้าใจได้มันก็ได้ แล้ววันนี้เรารู้สึกว่าเป็นผู้หญิงได้เปรียบ เช่น รัฐมนตรีมานั่งโต๊ะเจรจากับเรา ซึ่งเราเป็นผู้หญิงและเราก็ไม่ได้คิดว่าเขาใหญ่โต ที่จริงมันมาจากวิธีคิดว่าเราเท่ากัน
ถ้าจะเป็นปัญหาก็จะมาจากวิธีคิด ไม่กล้า คิดว่าเราเป็นผู้หญิง เป็นชาวบ้าน แต่เราไม่ใช่เราคิดว่ารัฐมนตรี มันเป็นแค่การถูกออกแบบทางอำนาจมา คุณแค่คนคนหนึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ไม่เคยรู้สึกว่าเขาเหนือกว่าเรา และเรามีวิธีคิด กำหนดท่าทีว่าเราเป็นนายนะ
ในอดีตมันมีชุดความคิดเรื่องอำนาจที่ครอบมา เขาก็คิดว่าเขาเป็นนาย เขาว่าคนอีสานย่านเจ้าย่านนาย คนประจวบฯก็ย่าน แต่ทุกวันนี้ต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนเห็นตำรวจก็กลัวยังไม่ได้ทำผิดอะไรเลย ไปอำเภอนี่ถูกขู่ พูดจาไม่ดี ตะคอกใส่ ก็ไม่กล้า แต่วันนี้ถือว่าดีขึ้นมาก ชาวบ้านได้ตกผลึกทางความคิดมากทีเดียว ในเรื่องการติดต่อกับราชการ ยิ่งถ้าใสเสื้อเขียวยิ่งเป็นยันต์กันผี
แต่ก่อนคนอื่นๆก็เริ่มจากความไม่กล้า ก็ถามว่าทำไมไม่กล้า กลัวโน่นกลัวนี่ เขาเป็นเจ้าเป็นนาย เขาเป็นผู้ชายเราเป็นผู้หญิง เขาใหญ่โต เราก็ถามว่ายังไง ทำไมเราไม่รู้สึกว่ามันใหญ่โต มันไม่ได้ขึ้นกับเพศ กับวัยอย่างเดียว
ทีนี่สิทธิสตรีถือว่าก้าวหน้า อาจจะเป็นเพราะครอบครัวไม่ได้กดขี่ ทุกวันนี้เวลาทำงานกันก็ระวังท่าที ไม่ให้กดทับเกินไป ต้องตรวจสอบตัวเองเหมือนกัน
แกนนำผู้หญิงกับแกนนำผู้ชายต่างกัน ต้องระวังตัวยังไง
ทุกวันนี้ทั้ง 6 กลุ่มยังไม่มี ก็ได้รับการยอมรับ เราเองก็ทำมานานมีประสบการณ์ร่วมกันเป็น 10 ปี ส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คงเป็นเวลาเดินทางไปไหนมาไหน ต้องระวังเวลาเดินทางด้วยกันกับผู้ชาย ต้องมีคนที่สามไปด้วย เพื่อป้องกันการถูกมองแบบชู้สาว เพราะถ้าเกิดผลกระทบขึ้นมา มันไปตกที่ขบวน
ผู้หญิงต้องระวังตัวมากกว่าผู้ชาย รู้สึกยังไงบ้างท่ามกลางอันตรายรอบด้านแบบนี้
ก็มีบ้าง มีข่าวมาหนาหูขึ้นว่ามีการตั้งค่าหัว เหมือนที่เจริญเคยโดน ก็ช่วยกันระวังเรื่องเดินทางไปไหนก็ไม่อยากให้ไปคนเดียว ก็มีเหตุการณ์บ้าง ที่ผิดปกติ พี่สาวมานอนด้วยแล้วตอนเช้าเราลุกจะไปตลาดแต่มืด ตีสามตีสี่ แต่พี่สาวบอกว่าอย่าเพิ่งไปเลยได้ยินเสียงหมาเห่าขึ้นมาจากชายทะเล ขึ้นมาถึงหัวนอน พอสว่างไปดูก็เห็นรอยรองเท้าผ้าใบสองคู่ตามทางที่หมาเห่าเหมือนที่พี่สาวว่า จากนั้นก็มีข่าวหนาหูขึ้นเรื่อยๆ
คนก็ชอบถามว่าเคยโดนขู่ไหม ทั้งที่รู้ว่าขู่ก็ไม่กลัว อย่างเจริญก่อนจะถูกยิงก็มีคนเตือนว่าถ้าไม่ติดรอกตายมาหลายครั้ง ก็เคยเช็คกันว่าเมื่อวันนั้นวันนี้ ตรงนั้นตรงนี้ รอกก็ไปด้วย หลังจากเจริญตายก็มีคนเดิมมาพูดอีก ว่ารอกน่ะเป็นผู้หญิงยิงผัวมันตายแล้ว เมียมันก็ต้องกลัว เดี๋ยวก็หนีไปอยู่ที่อื่น รอกก็ว่าฝากไปบอกพวกนั้นด้วยว่าหม้อรกรอกฝังอยู่ที่นี่ ยังไงก็ไม่หนีไปไหน คนอย่างรอกเดินหน้าแล้วไม่ถอยหลัง เกิดมาตายทุกคน
หลังจากนั้นก็ตามจิกตามชี้ ไม่ได้นั่งโศกเศร้าเสียใจ ทั้งที่เสียใจมาก ได้แต่เตือนสติตัวเอง จากนี้เรามีภารกิจต้องสานต่อถ้าเราล้มอีกคนก็จบ รอกเหมือนมีสองสถานะเป็นทั้งคู่ชีวิตทั้งเพื่อร่วมต่อสู้ ถ้ามัวแต่เป็นลมล้มพับขวัญกำลังใจจะไปอยู่ที่ไหน ถ้ารอกจบคนอื่นก็คงจบกันด้วยคงถอดใจ
หลังจากเราตามจิกตามจี้ ได้สักพักก็มีการขู่อีกให้ระวังตัว เพราะรอกทำมากกว่าเจริญเข้าไปอีก ยุ่งเรื่องชาวบ้านมากขึ้นไปอีกเหมือนจากนั้นเหมือนว่าเราไปแลกเปลี่ยนกับพื้นที่อื่น เอาประสบการณ์มาแชร์กัน แต่ไม่มีการรับเหมาทำแทน เพราะคุณเป็นเจ้าของปัญหา ต้องตกผลึกความคิดให้ได้ว่าเรื่องอย่างนี้เราต้องร่วมด้วยช่วยกัน
ผู้หญิงที่จะมายืนหยัด นำคนอื่นแบบนี้ได้ต้องพร้อมขนาดไหน
ถ้าตัวคนเดียวก็จะสะดวกมาก อาจจะคุยกับญาติพี่น้องเล็กๆ น้อยๆ ว่าเราคิดอะไร แต่สำหรับคนมีครอบครัวมีสามีมีลูก ก็จะเป็นภาระที่ถ่วงให้เราสู้ได้ไม่เต็มที่ อย่างพี่หน่อยแต่แกก็มุ่งมั่น แต่สามีนี่เราต้องคุยกันแล้วเราคิดตรงกันมันเลยไม่มีปัญหาเรื่องการผลักภาระด้านปัญหาเศรษฐกิจครอบครัวมาให้
วันนี้รอกไม่มีเจริญ เพราะเสียไปจากเรื่องนี้ ญาติพี่น้องก็เป็นห่วงแต่ในความเป็นห่วงก็ไม่ได้ห้ามอะไร เพราะรู้ว่าห้ามก็คงไม่สำเร็จ ที่จริงก็สงสารแม่นะรู้สึกว่า บาปทำให้แม่เป็นทุกข์ แม่คงนอนไม่ค่อยหลับ ถ้าอยู่บ้านแกจะเป็นห่วงแต่ถ้าไปข้างนอก เช่นไปกรุงเทพฯ แกรู้ว่าศัตรูเรามันก็อยู่แถวนี้แหละ
เราไม่ได้เรียกร้องให้ใครมานอนเฝ้า เขาคิดกันเอง ที่จริงเราก็ไม่ได้กลัว ไม่ใช่ท้าทายนะแต่มันอยู่กับการปลง มันก้าวข้ามมาหมดแล้ว ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะลุกขึ้นมาเป็นผู้หญิงบ้าเลือด มันมีลำดับของมันอยู่คนเรากว่าจะก้าวข้ามกรอบอะไรมาได้แต่ละเรื่อง เพราะฉะนั้นวันนี้เราทะลุมาหมดแล้วจะตายจะติดคุก จะอะไรก็ไม่เป็นไร การต่อสู้ทุกวันนี้เรามีคดีเต็มไปหมด มีทั้งยังไม่ได้มอบตัวที่กองปราบ มีทั้งจำคุก 2 ปีที่ศาลชั้นอุธร มีทั้งคดีแพ่งสองล้านแปด คาราคาซังเยอะแยะไปอีก คนก็ถามนะว่าเสียเจริญก็เสียไปแล้วและจะยังเสียอะไรอีกมากมาย ทำไมไม่ยอมหยุด ชีวิตปัญหามันไม่จบก็ต้องอยู่มันเรื่อยไป สังคมมันต้องเปลี่ยนแปลง
ถ้าจำเป็นต้องยุติตัวเองน่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เพราะเราไม่ได้เป็นเอ็นจีโอ ไม่ได้มีแหล่งทุนมาสนับสนุน เราใช้ทุนตัวเอง กิจการนี่ก็เกิดจากส่วนรวม ให้ทุนมาช่วย ให้ยืมโดยไม่มีดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ชาวบ้านมาแลกเปลี่ยนเราก็ช่วยได้เราช่วยหมดไม่คิด
ผู้หญิงคนนี้ตะโกนใส่สังคมที่ไม่เป็นธรรม และไม่ยอมอ่อนข้อให้กับคนเอาเปรียบคำตอบของเธอชัดเจน ถึงความมุ่งมั่น ต่อสู้ ไม่ถอย เพราะจิตสำนึกรักท้องถิ่นนั้นอยู่ในตัวของเธอแล้ว ต่อให้เป็นเช่นไร เธอก็จะสู้ นี่เป็นผู้หญิงอีกคนที่ต้องยอมรับหัวใจของเธอว่าแกร่งกว่าและแนวแน่กว่าผู้ชายบางคนเสียอีก
จินตนา แก้วขาว
เธอสู้แบบไม่รู้จบเพราะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทั้งฉบับ
จินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด หนึ่งแกนนำล้มโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอกหินกรูด ด้วยแนวทาง “มึงสร้างกูเผา” นักต่อสู้ที่ยืนคู่กับเจริญ วัดอักษร ซึ่งเป็นคู่นักต่อสู้เพื่อท้องถิ่นที่แกร่งที่สุดในยุคนั้น
เธอเป็นผู้หญิงที่ต้องบอกว่า สู้แล้วไม่ถอย และไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แม้จะเหน็ดเหนื่อย เธอก็จะสู้ต่อไป เพื่อท้องถิ่น ชุมชนของตนเอง
ตลอดระยะเวลานับสิบปีของการต่อสู้ เรียกร้อง ในวันนี้เธอยังคงเปี่ยมด้วยพลังที่จะต่อสู้ต่อไป เป็นแนวร่วมกับหลายเครือข่าย เพื่อนพ้องที่ต้องเผชิญปัญหาเหมือนๆ กันยังคงร่วมสู้เพื่อความถูกต้องและยังเป็นต้นแบบคนหนึ่งของนักต่อสู้หลายต่อหลายคน
เธอบอกว่า การต่อสู้จากอดีตจนถึงวันนี้ เพราะแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ที่ผลักดันให้จังหวัดประจวบฯ เป็นจุดสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม มีการวางโครงการ กำหนดนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมากมาย ทำให้จากที่ชาวบ้านต่อสู้เรื่องโรงไฟฟ้า กลายเป็นต้องมาต่อสู้กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติทั้งฉบับ
จุดเริ่มต้นที่จะต้องเข้ามาเป็นแกนนำ
เริ่มเข้ามาเป็นแนวร่วมปี 40 พอปี 41 เริ่มขึ้นมา หลังจากที่แกนนำรุ่นแรกถูกซื้อตัว เราก็รับเป็นแกนนำหลักร่วมกับแกนนำรุ่น 2 ที่เป็นผู้ชาย เขาก็ยังเสียดายฐานเสียงของมวลชนอยู่ตอนที่เขาเข้าไปเป็นนักการเมือง บางคนก็ยังไม่ยอมรับเราก็ยังรู้สึกว่าการเป็นนักการเมืองมันฮีโร่ แล้วแกนนำผู้ชายก็ค่อยๆ หลุดออกไป แม้ไม่ได้หลุดออกไปเพราะถูกซื้อตัว แต่เพราะอยากยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นออกไปเป็นนักการเมือง ยังรู้สึกว่าเป็นนักการเมืองมันยิ่งใหญ่ มีอำนาจ โก้ หรู
ทีแรกเราไม่ได้คิดจะเป็นแกนนำ ก็อยากจะเข้าร่วมธรรมดา แต่เกิดเหตุการณ์ที่แกนนำผู้ชายถูกเปลี่ยนวิธีคิด ก็เลยอยากหยุดค้าน บอกว่าคนไม่เข้าใจไม่อยากทำ แต่ความจริงคือได้รับผลประโยชน์จากทางโน้นมากว่า พอไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ไปรับเงินเดือนฝ่ายตรงข้ามเรา พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ชาวบ้านบางคนก็เสียศรัทธา เพราะมีความมุ่งหวัง พอผู้นำเปลี่ยนบางคนก็หลุดจากขบวนไป รู้สึกว่าถูกหลอก ใครมาก็คงเหมือนกันคงหลอกอีก บางคนก็ตามผู้นำคือสู้มาด้วยกันพอผู้นำยอมแพ้ บอกว่าสู้ไม่ได้แล้วก็คงคิดถูกแล้ว ก็เชื่อตามกันไป
ไม่อยากกลายเป็นคนแพ้ ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็นผู้นำ พอสู้ไปๆ เราเริ่มเป็นคนที่ตอบโต้กับรัฐ เราก็เริ่มมาประสานงานทั้งกับชาวบ้าน กับองค์กรต่างๆ เวลามีคนมาสัมภาษณ์ก็สัมภาษณ์เรา เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะกลายมาเป็นผู้นำ แต่คนเริ่มมองมาที่เรา
ผู้หญิงที่ต้องออกมาทำงานเคลื่อนไหวแบบนี้ ยากไหม
มันยากตรงที่เราเป็นผู้หญิงเรามีเรื่องต้องรับผิดชอบ ใหม่ๆ อาจจะยากตรงที่เราต้องจัดการเรื่องในครอบครัวด้วย เพราะพี่มีลูกแล้วเคลื่อนไหวตั้งแต่ลูกอายุขวบครึ่ง กับแฟนไม่มีปัญหาเพราะคิดเหมือนกัน แต่บางทีลูกก็ต้องฝากเขาเวลาจะไปไหน เพื่อนที่จะไปด้วยกันเขาไปรอแล้วจองที่นั่งที่สบาย แต่เรายังต้องล้างขวดนมอยู่เลย ชงนมไว้ เตรียมผ้าอ้อมใส่ตะกร้า เอาลูกไปฝากเขาก่อนค่อยกลับมาอาบน้ำ ได้มันก็ได้แต่คนอื่นพร้อมแล้วเรายังไม่พร้อม ถ้านัดรถ 2 ทุ่ม เราต้องเตรียมตัวตั้งแต่ 4 โมงเย็น บางทีทั้งล้างขวดนม ทั้งต้มน้ำ ทั้งโทรศัพท์คุยประสานงาน มันก็ต้องทำทุกอย่างจะให้บ่นกับใคร บ่นกับมวลชนเหรอ โอ้ยเหนื่อยเหลือเกินก็ไม่ได้ ในขบวนนะพี่มีภาระมากว่าเพื่อน
จัดการเรื่องครอบครัวยังไง
ครอบครัวพี่มาด้วยกันอยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหา ตอนนั้นเหมือนโดนแกล้งแฟนพี่โดนย้าย ก็เลยต้องมาคุยกันว่าไม่ได้ต้องเหลือคนหนึ่งที่ทำงานเป็นหลัก เอาไว้เลี้ยงลูก เพราะเราเองไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารเพราะขายของ แฟนพี่เป็นข้าราชการอย่างน้อยๆ เรามีสวัสดิการของข้าราชการ ได้ช่วยเหลือเวลาเจ็บป่วย ค่าเทอม จากเดิมเราขายของ อยู่บ้าน ทำกับข้าว ซักผ้า ผู้หญิงมีความรับผิดชอบกว่า อย่างแฟนพี่ทำงานแล้วเอาตังค์มาให้ แต่เราเป็นคนมองว่าจะจัดการมันยังไง ถ้าไม่พอแล้วจะทำยังไง แต่พอชุมนุมเราต้องไปเอง ให้เขากลับบ้าน ไม่ต้องมีบทบาท
พูดคุยกับสามีและครอบครัวอย่างไร ให้เขาสนับสนุน
ไม่ได้คุยเลย ที่ไม่ได้คุยกันเพราะเราคิดเหมือนกันแล้วเขาเป็นคนสู้ก่อน แม้ขณะที่เราขยับขึ้นเขาก็ยังอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่อยู่บ้านอย่างเดียวแต่เราไปเขาก็ไปขับรถให้ นั่งรอ เขาอยู่ในสิบคน ในร้อยคนที่เราไปสู้ด้วยกันตลอด เพียงแต่ลดบทบาทในการนำ เพราะฉะนั้นเขาจะรู้เลยว่าต้องไปไหน ทำอะไร และช่วยคิดเรื่องปัญหาเยอะเรื่องมวลชน ธรรมชาติเขาใจร้อน แต่เวลาเราใจร้อนเขาจะมีสติ บางทีเขามองอยู่จากข้างนอก เขาจะช่วยเราได้ว่าสถานการณ์แบบนี้อะไรพูดได้ อะไรไม่ได้ ถ้าเขาไม่เข้าใจ เราจะแบบนี้ไม่ได้ เช่น เรื่องเหนือกว่า แต่ก่อนตัวเองเคยเป็นผู้นำ แต่ตอนนี้แทบจะตามเลยก็ว่าได้ แล้วก็ต้องมีบทบาทในการทำมาหากินอีก แต่เขาก็เข้าใจ คนที่จะมาต่อสู้นะ ถ้าครอบครัวไม่ใส่ใจไปได้ยากมาก ไม่ต้องขัดนะ แค่ไม่ใส่ใจ มีปัญหาแน่นอน คนที่จะไม่มีปัญหาต้องต้องใส่ใจ ช่วยดูว่ามีปัญหาอะไรที่ต้องช่วยกันแก้ ต้องเรียนรู้ไป
อย่างพี่อยู่บ้านนี้ไม่มีปัญหา แต่แม่พี่มีปัญหา พอไปปุ๊บต้องโกหกแล้ว เพราะถ้ารู้เขาก็จะบอกว่าทำไมไม่รั้กทำมาหากิน เขาไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่ได้อยู่ในกระบวนการต่อสู้ แต่ตรงนี้ไม่มีปัญหาเพราะทั้งชุมชนอยู่หมด อย่างพ่อแฟนพี่เนี่ยจะเข้าใจจะไปช่วยกันถือป้าย แต่ถ้าคนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้จะมีปัญหา เพราะเขาไม่ได้คิดตามหรือรู้เรื่อง เจ็บปวด หัวเราะ ร้องไห้ ด้วยไม่ได้
หน่วยงานรัฐที่เราไปประสานงาน ความเป็นผู้หญิงทำให้มีปัญหาบ้างไหม
ทั้งมีปัญหาและไม่มีปัญหา พี่ทั้งประนีประนอมทั้งไม่ประนีประนอม คือพี่จะดูว่าทั้งหมด 6 กลุ่มที่ไปสู้ด้วยกันเนี่ยแรงไป 5 กลุ่ม โดยธรรมชาติพี่เป็นคนแรง แต่เราก็ต้องมองว่าเราต้องการอะไร ถ้าเราต้องการแล้ว เราไม่เปิดโอกาสในการคุย มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องปรับ เช่นพี่จะไม่ไปคุยกับเขาก่อน ต้องให้เขาเป็นฝ่ายประสานมา แล้วเราจะสามารถต่อรองได้ ในการต่อรองก็ต้องยึดหลักตามมติที่เราคุยกันมา ไม่ใช่เราเป็นคนตัดสินใจ แล้วที่นี่เขารู้จักเรามานาน รู้จักในฐานะที่ว่าร้ายด้วย รู้ว่าเราเค็ม เคี่ยว แรง ต่อรองไม่ได้ เราอยู่ในภาพนี้ตลอด
ตอนนี้พี่ก็เพิ่งจะเบาลง เวลาเจรจา เราเองต้องมั่นใจว่าจะต้องได้ ต่างฝ่ายก็ต่างจะต้องได้มากที่สุด ยังไงเราก็ต้องต่อรองให้ได้มากที่สุด มันเป็นคนละเกมส์ แล้วพี่ก็เหมือนจะอาวุโสในหมู่แกนนำ ยังไงเขาก็ต้องคุยกับพี่ เมื่อก่อนบทบาทนี้ไม่มี ไม่มีบทบาทในการเจรจา ณ วันนี้ก็ยังยืนยันว่าไม่อยากมีบทบาทนี้ แต่น้องๆ มันก็พี่หน่อยนั่นแหละ เหมือนว่าจังหวัดจะกลัวด้วย
การยอมรับแกนนำผู้หญิงเป็นยังไง
การจะให้ใครยอมรับเนี่ยยาก เพราะสังคมไทยยังไงก็มองว่าผู้ชายดีกว่า ดูเป็นผู้นำ ดูเข้มแข็งกว่า ก็เหมือนเรา เราเองก็ยังคิดว่า การที่ผู้หญิงออกมา น่าจะลดแรงปะทะ แต่กลับกลายเป็นว่าแรงยิ่งกว่า
ตอนนี้คนที่ยอมรับมีมากกว่า ผู้หญิงทำงานมากกว่า เพราะตอนเข้ามาเราไม่รู้พื้นฐานแต่ละคน ผู้นำชายทีแรกเขาไม่ได้ประสาน เราต้องจัดการก่อนรอไม่ได้ ช้า เขาไม่เข้าใจเรื่องมวลชน แต่เราเห็นว่าต้องทำไปพร้อมกัน ทั้งพื้นที่ มวลชน วิชาการ มองต่างกันเลย คิดในแง่เปิดเลย แต่ด้านการตัดสินใจเรามั่นใจว่า เราตัดสินใจขาด การวางแผนนี่ไม่ต่างจากผู้ชาย อาจจะแรงกว่าด้วย รัดกุมกว่า เรามองมากกว่าผู้ชายว่า ต้องเอานักวิชาการออกมา ต้องมีงานวิชาการ ต้องสื่อสารให้ได้
คิดว่า สังคมไทยเปิดรับบทบาทของผู้หญิงมากขึ้นหรือเปล่า
เราก็ไม่รู้ว่าเป็น เพราะกฎหมายที่ประโคมกันว่า ผู้หญิงผู้ชายเท่าเทียมกัน รณรงค์เรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญอาจจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่กับตัวพี่ไม่ใช่ พี่คิดว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชายที่ลุกขึ้นมามันอยู่ที่ความพร้อม สำหรับบางครอบครัวที่ไม่พร้อมผู้ชายต้องทำกินหลัก บางอาชีพผู้ชายต้องเป็นหลักอย่างภาคใต้ ทำประมงนี่ผู้ชายต้องเป็นหลัก ผู้หญิงทำได้ออกไปช่วยกัน แต่ด้วยงานมันต้องใช้แรงกำลัง คลื่นลม ดึงอวน ติดเครื่องเรือ กำลังผู้หญิงทำคนเดียวไม่ได้ ผู้หญิงเลยออกมาต่อสู้ เพราะต้องทำมาหากินผ้ชายต้องไปออกเรือ เวลาชุมนุมก็ต้องเป็นผู้หญิงไปผู้ชายออกไปหากินก่อน เราก็เข้าใจได้ ผู้หญิงก็เลยเยอะ ชาวบ้านภาคใต้เข้มแข็ง เพราะมีฐานทรัพยากร ทำกินส่งกันไป ภาคอื่นทำไร่ผู้หญิงทำได้ บางครอบครัวค้าขายเวลาชุมนุมก็ปิดร้านไปด้วยกัน
อีกอย่างบทบาทผู้หญิงเริ่มเปลี่ยนมาเรื่อยๆ เพราะสังคมยอมรับ
การที่ผู้หญิงเยอะ เพราะวันนี้มันเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ต้องใช้นามสกุลแฟนก็ได้ เมื่อก่อนพ่อแม่ผัวจะคาดหวังกับลูกสะใภ้มาก พี่เป็นคนนอนดึกมาก ตื่น 8 โมง ทำงานบ้านข้างบนกวาดบ้านถูบ้าน ค่อยลงมาทำงานข้างล่างขายของ ทำกับข้าว แล้วไม่ขึ้นไปแล้วเพราะพี่ขาไม่ดี ญาติเขาก็จะว่าเราขี้เกียจไม่ทำมาหากิน เขาก็ว่าเรา
เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนไปเยอะ แต่ก็ยังมีบางคนที่ยังคาดหวังต่อผู้หญิงอยู่ อย่างแกนนำเราเองก็คาดหวังเมีย ว่าเมียไม่ทำไอ้นู่น ไม่ทำไอ้นี่ เมียเขาก็ไม่ทำจริงๆ แต่เขาก็เอาแต่คาดหวังเขาไม่คิดจะช่วยกันทำ เราเข้าใจว่าเป็นแกนนำมีงานเยอะนะ แต่อย่าคาดหวังว่าผู้หญิงต้องทำทุกอย่าง
อันหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญเปิดกว้าง สังคมเปิดกว้าง สองเพราะวิถีชีวิตแต่ละคนต่างกัน มันเป็นวัฒนธรรมที่เห็นว่าคนนี้ทำได้เราก็ต้องทำได้
ผู้หญิงที่จะเข้ามาทำงานเคลื่อนไหวแบบนี้ แนะนำไหมว่าจะต้องเจออะไรบ้าง
ไม่ได้บอกหรอก ไม่อยากให้เสียกำลังใจ เรื่องอย่างนี้ก็ต้องให้เจอเอง แล้วแก้ไขกันไป เขาต้องค่อยๆเรียนรู้
การต่อสู้ที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของเธอ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำหญิงคนนี้อย่างชัดเจน อย่างน้อยเธอก็ได้สรุปอย่างง่ายให้เราฟังถึงความเป็นหญิงฐานะแกนนำว่า ต้องใจสู้ รู้รับผิดชอบ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น