กำลังเสริมจมูกนะคะ

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน (1)

ประเด็นดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ยอมรับความเป็นจริงดังกล่าว และได้สรุป สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไว้ดังนี้ คือ

1. เศรษฐกิจไทยเจริญเติบโตอย่างไม่ยั่งยืนและขาดความสมดุลมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย และเน้นการพึ่งพิงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขาดการเตรียมความพร้อมในการเปิดเสรีทางการค้าและการเงิน ขาดระบบบริหารจัดการ และกำกับตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ จนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากการใช้จ่ายเกินตัว และ พึ่งพิงต่างประเทศ โดยเร่งระดมเงินลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่ระบบการเงินและการลงทุนภาคเอกชน ขาดประสิทธิภาพและยังพึ่งพิงตนเองได้น้อย ทั้งในด้านเงินทุน เงินออม เทคโนโลยีและกำลังคน เน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้ต้องกู้ยืมเงินทุนจำนวนมาก จนเกิดหนี้สินราว 3 ล้านล้านบาท

"เพื่อดึงดูดเงินทุนจากบริษัทและโรงงานของพวกคุณ เราได้ยุบบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ 56 แห่ง ไว้รอรับการลงทุนและการเข้า ครอบครองของคุณ เราได้เปิดเสรีธนาคารพาณิชย์ให้คุณมาลงทุนได้ไม่อั้น เราได้ทำให้ค่าเงินบาทลอยตัว จนมีราคาถูกมาก ให้คุณมาช้อนซื้อเอาไว้ เราได้ให้สิทธิคุณถือหุ้นตามบริษัท โรงงาน ห้างร้านได้มากขึ้น เราได้ให้คุณสามารถเป็นเจ้าของหมู่บ้าน จัดสรร รีสอร์ท สนามกอล์ฟ คอนโดมิเนียมได้ และเรากำลังจะให้สิทธิคุณครอบครองผืนแผ่นดินไทย โดยเป็นเจ้าของที่ดินได้ เราทำทั้งหมดนี้เพื่อง่ายสำหรับคุณ โปรดนำเงินมาให้เรากู้ หรือมาลงทุนทำธุรกิจกับเราได้ ณ บัดนี้"

โฆษณาขายประเทศไทยชิ้นดังกล่าวนี้ ได้ดำเนินการในเวทีระดับโลกมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในระบบทุนนิยมเสรีที่รัฐบาล ไทยทุกยุคสมัย นำตัวเองเข้าไปผูกพันจนดิ้นไม่หลุด และหลงระเริงกับภาวะเศรษฐกิจแบบฟองสบู่ ปล่อยให้มีการกู้ยืมเงินมาลงทุน ในกิจการที่ไม่จำเป็น จนเกิดหนี้สูญหายจำนวนมาก จึงเกิดการปล่อยค่าเงินลอยตัว และนำเงินสำรองของประเทศไปเล่นพนันเงิน ในรูปของการรักษาเสถียรภาพเงินบาท จนต้องแพ้พนันและหมดเงินถึงขั้นหน้ามืดไปเที่ยวไล่ขอยืมเงินคนอื่นไปทั่วโลก เสมือนหนึ่งผีพนันเข้าสิงจนถอนตัวไม่ได้ ยิ่งเล่นยิ่งเสียยิ่งหงุดหงิด และหาทางออกไม่ได้ จึงจำเป็นต้องขายทุกอย่าง และ ระดมทรัพย์สินของคนไทยทั้งหมด มาพยุงเพื่อเอาตัวรอด และใช้หนี้เขาไปวันๆ ลำพังแค่หนี้สินของรัฐบาลเอง ยังไม่เพียงพอ ยังเอาตัวเองไปค้ำประกันหนี้สินให้กับภาคธุรกิจเอกชนที่ล้มละลาย แล้วกลายเป็นคนเตี้ยอุ้มค่อม จนส่งผลวิกฤติเศรษฐกิจ ทั่วทุกหัวระแหง เกิดกลุ่มคนเคยรวยแล้วจน คนจนแล้วยิ่งจนอีก

2. ผลกระทบการพัฒนา เกิดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ และความยากจนรุนแรงขึ้น ในปี 2542 กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ที่สุด 20% ซึ่งเป็นกลุ่มคนจนที่สุด มีสัดส่วนรายได้ลดลงจากร้อยละ 4.2 เหลือร้อยละ 3.8 ของรายได้ ระดับครัวเรือนทั้งหมด ขณะที่กลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด 20% ซึ่งเป็นกลุ่มคนรวยที่สุด มีสัดส่วนรายได้สูงขึ้นจากร้อยละ 56.5 เป็นร้อยละ 58.5 ในปี 2542 หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจ คนจนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15.9 คิดเป็น จำนวน 9.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 69 ประกอบอาชีพ ในภาคเกษตร และพบว่ามีการว่างงานในปี 2542 จำนวน 1.38 ล้านคน หรือร้อยละ 4.2 (2)

โดยเหตุที่แนวคิดกระแสหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้เน้นไปที่การลงทุนอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมและบริการ เทคโนโลยีชั้นสูง การส่งออก และการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยความเชื่อว่า จะส่งผลให้ประชาชนมีงานทำและรายได้อย่างทั่วถึง ในลักษณะของการ กระจายตัวแบบ Trickle Down Effect แต่ผลกลับกลายเป็นปรากฏการณ์ปัญหาข้างต้น และไม่เกิดการมีอาชีพและรายได้แก่กลุ่ม คนยากจนและวัยแรงงานแต่กลับให้ประโยชน์แก่ต่างชาติและนายทุนชาติ


อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกลับพบความจริงว่า ชุมชนชนบทไทย กลับมีศักยภาพ ในการรองรับผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งนี้เพราะ "ชุมชนหมู่บ้านที่ไม่มีการพัฒนาเทค โนโลยี สู้รัฐและระบบทุนไม่ได้ แต่ที่ต่อสู้ยืดเยื้อได้ช้านานใน สังคมไทย ก็เพราะได้ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติมาชดเชยไว้"(3) ชุมชน ชนบทไทยยังคงมีข้าว ปลา อาหาร ธรรมชาติไว้รอง รับได้ เศรษฐกิจชุมชนจึงเป็นพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจแห่งประเทศไทย เป็นแกนค้ำจุนสังคมและวัฒนธรรมไทย และเป็นพลังเสริมสร้าง ความมั่นคงและเอกราชของชาติ(4) ในลักษณะของเศรษฐกิจพอเพียง หรือเศรษฐกิจพึ่งตนเอง ที่ไม่ถูกพันธนาการจากต่างชาติ แต่มีอิสระ และเสรีภาพทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ความเป็นจริงดังกล่าว จึงสอดคล้องกับ พระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวฯ ซึ่งพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 ให้เน้นเศรษฐกิจ พอเพียงเพื่ออยู่เพื่อกิน โดยเน้นความพอดีใน 5 ด้าน คือ
1. ความพอดีด้านจิตใจ ถ้าหากแต่ละคนยังโลภหลงจะไปละเมิดคนอื่น
2. ความพอดีด้านสังคม โดยเริ่มต้นที่ตนเองก่อน แล้วจึงประสานในรูปเครือข่าย แต่ละหมู่บ้านผลิตของเหลือใช้ ก็นัดแนะนำมาขายแลกเปลี่ยนกัน โดยไม่ต้องแย่งกันขาย
3. ความพอดีด้านเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งของที่มีราคาแพงๆ ให้อยู่อย่างพอประมาณ
4. ความพอดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ การสร้างความพอดีขึ้นมาในวงจรของชีวิตที่เกี่ยวกับทรัพยากรทั้งหมด ดิน น้ำ ลม ไฟ วิธีการทำด้วยกระบวนการธรรมชาติ ต้องใช้อย่างยั่งยืน มีใช้หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา
5. ความพอดีด้านเทคโนโลยี เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสากลบนพื้นฐานไทย ต้องเลือกใช้อย่างเหมาะสม (5) ในด้านรูปธรรม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสนอ "ทฤษฎีใหม่" ที่มีปรัชญาแนวคิดดังกล่าวข้างต้น และมีรูปธรรมเกษตรกรรมตามแนวทฤษฎีใหม่ แบ่งพื้นที่ทำนาทำไร่ ขุดสระเลี้ยงปลา ปลูกพืชผัก ไม้ผล เลี้ยงสัตว์ และที่พักอาศัย ในลักษณะ 30 : 30 : 30 : 10 ซึ่งนอกจากรูปแบบทฤษฎีใหม่ ยังมีรูปแบบอื่นๆ อีกคือ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร ไร่นาสวนผสม เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสาร
พิษ เกษตรกรรมถาวร เกษตรธรรมชาติ ในรายละเอียดอาจมีความแตกต่างกัน แต่กิจกรรมหลัก ๆ จะคล้ายคลึงกับทฤษฎีใหม่ โดยอาจ มีเพิ่มเติมเรื่องป่าไม้ สมุนไพร และพืชผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ แนวคิดและรูปแบบดังกล่าวได้ค้นพบโดยทั่วไปว่า สามารถสร้างเศรษฐกิจพึ่งตนเองแบบพออยู่พอกิน ค่อยๆ ปลดเปลื้องหนี้สิน สร้างสภาพแวดล้อม อากาศที่ดี มีสุขภาพกายและใจ ที่ดี และสามารถดูแลสุขภาพและการศึกษาของลูกหลานได้ และในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 ก็กำหนดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักด้วย

ดังนั้น คำว่า เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพึ่งตนเอง จึงน่าจะมีนัยทางหลักการและแนวคิดเหมือนกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนได้ โดยนัยของความยั่งยืน มี 6 ประการ คือ

1. การพึ่งตนเองได้ทางเศรษฐกิจ อันหมายถึง ความพยายามในการตรวจสอบทรัพยากรทางความคิด ความสามารถ วัสดุอุปกรณ์และเงินทุน โดยริเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่เป็นหนี้หรือเป็นหนี้น้อยๆ ตามความจำเป็น ลดความต้องการวัตถุลงและ พิจารณาว่า มีสิ่งใดบ้างที่ยังขาดแคลนอยู่ เพื่อที่จะได้เพิ่มขีดความสามารถทางการผลิต โดยการศึกษา เรียนรู้ แบ่งปันความรู้ เทคนิคและทรัพยากรของเกษตรกรต่อเกษตรกรด้วยกันเองและภายนอก ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และมีความขยันหมั่นเพียร โดย ดำรงชีวิตอย่างมีอิสระและศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิตอย่างสมดุลย์ ทั้งภายในครอบครัวและการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายเกื้อกูลกัน

2. การดูแลรักษาสุขภาพตนเองได้ โดยรู้จักการกินอยู่หลับนอน การพึ่งตนเองทางสุขภาพ โดยพึ่งพิงการแพทย์สมัยใหม่ ให้น้อยที่สุด ศึกษาหาความรู้สาเหตุอาการทางสุขภาพ การใช้ยาสมุนไพร การนวดพื้นบ้าน การออกกำลังกายและ รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ เป็นต้น

3. การรวมกลุ่มวิเคราะห์ปัญหาและทางเลือกจนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ โดยต้องเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้หลากหลายกลุ่ม ทั้งผู้ที่มีสถานภาพทางการ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และผู้ที่มีสถานภาพไม่เป็นทางการ เช่น ผู้อาวุโส ผู้นำสตรี ผู้นำเยาวชน พระ คนจน ผู้นำกลุ่ม/องค์กรไม่เป็นทางการต่างๆ เมื่อรวมกลุ่มได้ เปิดเวทีสำรวจปัญหาและทางเลือกที่แก้ไขได้จริงร่วมกัน อันจะนำไปสู่การวางแผนแบบมีส่วนร่วมและการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุผลสำเร็จ

4. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน เป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา ฟื้นฟูอนุรักษ์และพัฒนา โดยหลักคิดคนอยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้

5. การดำรงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวการอยู่ร่วมกันในครอบครัวและชุมชน โดยไม่ละเลยและให้ความสำคัญกับความเป็นท้องถิ่น ที่มีองค์ความรู้และผู้รู้ในการดำรงความเป็นชุมชนอย่างยั่งยืน

6. การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับชุมชน โดยเน้นการผลิต การแปรรูปทางการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ลดการใช้สาร เคมี การนำเข้าเครื่องจักรกล พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ และส่งเสริมเทคโนโลยีพื้นบ้าน


ความยั่งยืนทั้ง 6 ประการต้องมีแผนแม่บทในการพัฒนา จึงจะนำไปสู่การพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจและฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง สร้างความเท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง และมีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง จนก่อเกิดผลประโยชน์แก่ชาวบ้านและชุมชนได้จริง มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ดึงดูดเงินและทรัพยากร อื่นๆ ออกจากชุมชน จนก่อเกิดรากฐานชุมชนเข้มแข็งที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

------------------------
1.ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา, การประชุมวิชาการเรื่อง "ทิศทางการพัฒนาชนบทตามแนวทางเศรษฐกิจพอ
เพียง", 21-22 มกราคม 2542, สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2.สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, กรอบวิสัยทัศน์และทิศทางแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 9, สิงหาคม 2543
3.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, เศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีต, มิถุนายน 2528 หน้า 118
4.บำรุง บุญปัญญา, การพึ่งตนเองทางด้านเศรษฐกิจ, สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น,
มีนาคม 2531.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น