มิติหญิง-ชาย กับการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติโดยชุมชนเป็นฐาน
เรวดี ประเสริฐเจริญสุข
เมื่อเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ ทุกคนไม่ว่า เพศ อายุ เชื้อชาติ ชนชั้น ใดๆ ล้วนมีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อของภัยพิบัติธรรมชาติไม่แตกต่างกัน ความเข้าใจดังกล่าวเป็นฐานคิดของการกำหนดแนวทางและวิธีการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหมือนๆ กันระหว่างผู้ประสบภัยหญิงและชาย กลับทำให้เกิดปรากฏการณ์เลิกปฏิบัติ ความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรม จากหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น จากแนววิธีการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทำให้ผู้หญิงกลายเป็นคนชายขอบทำให้ผู้หญิงไม่สามารถลุกขึ้นมาฟื้นฟูตัวเอง และมีบทบาททำงานร่วมกับชุมชน พัฒนาชุมชน ให้ได้พลิกฟื้นและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนขึ้นมาใหม่และทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม จากภัยพิบัติธรรมชาติจึงได้ซ้ำเติมทำให้ผู้หญิงเกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้นจากที่เผชิญอยู่แล้วจากข้อจำกัดและความต้องการที่แตกต่างของผู้หญิงที่มีความเฉพาะเนื่องด้วยสาเหตุและปัจจัยต่างๆ เช่นปัจจัยทางกายภาพ จารีตประเพณี สภาพสังคม กรอบทางความคิด ค่านิยมของสังคมที่มีต่อผู้หญิง ส่งผลต่อโอกาสการเข้าถึงความช่วยเหลือ การเยียวยา และการสร้างชีวิตใหม่หลังภัยพิบัติ
กลุ่มที่มีความเสี่ยงมากในภาวะฉุกเฉิน คือ กลุ่มผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ทุพพลภาพ และผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวี/เอดส์ ซึ่งควรรักษาเรื่องความเจ็บป่วยนี้ให้เป็นความลับตลอดไป หรือที่ผู้ใช้ชีวิตกับผู้ป่วยเอดส์ เมื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีความเสี่ยง มีแนวโน้มว่ากลุ่มอื่นๆ ก็จะถูกคุกคามด้วย ดังนั้น เมื่อมีการกล่าวถึง ‘กลุ่มที่เสี่ยงภัย’ จะต้องกล่าวถึงทุกกลุ่มที่กล่าวไว้ในที่นี้ ควรให้การดูแลเป็นพิเศษเพื่อป้องกันและจัดหาความช่วยเหลือให้เพื่อผู้ประสบภัยทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติ และให้ตรงกับความต้องการเฉพาะ
รูปธรรมปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ผู้หญิงที่ประสบภัยพบได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ปัญหาการถูกละเมิดทางเพศ ซึ่งยังไม่มีมาตรการป้องกันภัยให้ผู้หญิง ผู้หญิงที่เป็นหัวหน้าครอบครัวไม่ได้รับค่าชดเชยหรือได้รับค่าชดเชยที่ไม่เท่าเทียมเนื่องจากเนื่องจากหลักเกณฑ์การช่วยเหลือกำหนดว่าเพศชายเท่านั้นที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ผู้หญิงไม่มีงานทำไม่สามารถมีรายได้เพราะผู้จ้างงานจ้างเฉพาะผู้ชาย หรือการที่ผู้หญิงต้องคลอดลูกในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย เพราะการช่วยเหลือที่ไม่ได้ตระหนักถึงความแตกต่างของความต้องการเฉพาะเพศ
จากการศึกษาในแง่ของการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น พบว่า ผู้หญิงจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการให้การช่วยเหลือจากภาครัฐ เนื่องจากยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล หรือวุ่นวายอยู่กับการตามหาบุตรหรือญาติพี่น้อง
ในบางกรณีผู้หญิงบางคนถูกเลือกปฏิบัติแม้เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากในทะเบียนบ้านระบุว่าบิดาเป็นหัวหน้าครอบครัว แม้ในความเป็นจริงผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว เพราะบิดาป่วยไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวมาเป็นเวลาหลายปี ทำให้ค่าชดเชยการทำศพค่าทำศพของผู้หญิงคนนั้นน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการได้รับของผู้ชายที่เป็นหัวหน้าครอบครัว เพราะระเบียบการจ่ายค่าชดเชยของภาครัฐระบุว่าหัวหน้าครอบครัวที่ระบุในเอกสารทางการจะได้ค่าชดเชยมากกว่าสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าหัวหน้าครอบครัวนั้นจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม
หลักมนุษยธรรม ที่คำนึงถึงความเป็นหญิงชาย
ผู้หญิงมีความทัดเทียมและมีศักดิ์ศรี สภาพความเป็นมนุษย์ไม่แตกต่างไปจากผู้ชาย ในอนุสัญญาการจัดการการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ขององค์การสหประชาชาติซึ่งประเทศไทยได้ลงนามและถือเป็นพันธะผูกพันแปรสู่รูปธรรมปฏิบัติการตั้งแต่ พ.ศ.2528 ได้ให้ความหมายการเลือกปฏิบัติไว้ว่า หมายถึง การแบ่งแยก การกีดกัน หรือการจำกัดใดๆ เพราะเหตุแห่งเพศ ซึ่งมีผลหรือจุดประสงค์ที่จะทำลาย หรือทำให้เสื่อมเสียการยอมรับเพราะได้อุปโภคหรือใช้สิทธิโดยสตรี โดยไม่เลือกสถานภาพด้านการสมรส บนพื้นฐานของความเสมอภาคของบุรุษและสตรีของมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สงคราม วัฒนธรรม พลเมืองหรือด้านอื่นๆ
ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะดำรงชีวิตอย่างมีเกียรติและไดรับความเคารพในสิทธิมนุษยชนของแต่ละบุคคล เราถือว่าผู้ประสบภัยพิบัตินั้นมีสิทธิที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านความจำเป็นพื้นฐานเป็นอันดับแรก และเราถือว่ารัฐเป็นผู้ที่มีบทบาทและความรับผิดชอบในเบื้องต้นที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนหากเกินศักยภาพที่พวกเขาจะรับมือได้
การวางแผนการดำเนินงานที่ขาดความละเอียดอ่อนของมิติหญิงชายส่งผลให้ผู้หญิงไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ อันเกิดจากความแตกต่างทางเพศ เช่น การมีประจำเดือน การตั้งครรภ์ การคลอดและการเลี้ยงดูทารก ความเสี่ยงที่จะถูกละเมิดทางเพศ สภาวะดังกล่าวทำให้ผู้หญิงต้องการความช่วยเหลือที่เฉพาะออกไป โดยหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือต้องคำนึงถึง
ความแตกต่างระหว่างหญิงและชายไม่ได้มีสาเหตุเฉพาะพวกเขาเกหิดมาต่างกันเท่านั้น แต่ยังมีรากฐานมาจากวัฒนธรรม ค่านิยม และความคาดหวังต่อบทบาทผู้หญิงในครอบครัว ชุมชน และสังคมที่แตกต่างกันด้วยบทบาททางเพศดั้งเดิมตายตัวที่ผู้หญิงถูกคาดหวังในความเป็นแม่ ผู้ต้องช่วยเหลือดูแลครอบครัวและลูก ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถปลดเปลื้องพันธนาการเหล่านี้และเอาตัวรอดแต่เพียงผู้เดียว นอกจากนั้นการแต่งกายของผู้หญิงและค่านิยมที่ให้ผู้หญิงปกปิดเรือนร่างมิดชิดก็กลายเป็นสาเหตุและเงื่อนไขที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนเสียชีวิตในเหตุการณ์ภัยพิบัติ การถูกจำกัดโอกาสทำให้ไม่เคยเรียนรู้การว่ายน้ำหรือวันที่เกิดเหตุผู้หญิงต้องทำงานในบ้านทำให้ไม่รู้เรื่องคลื่นยักษ์ จึงไม่ทันได้หลบหนีไปยังที่ปลอดภัย
ภาวะเสี่ยงที่ผู้หญิงอาจถูกกระทำรุนแรงและแบบแผนการดำเนินชีวิตที่แตกต่างระหว่างหญิงชายนี้ เป็นเหตุผลให้ให้การดำเนินการให้ความช่วยเหลือทั้งในยามฉุกเฉินและการเยียวยาสร้างชีวิตใหม่ภายหลังภัยพิบัติจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความแตกต่างของสภาพปัญหาและความต้องการจากความเป็นหญิงเป็นชาย ต้องมีการรับฟังเสียงของผู้หญิงและคนชายขอบต่างๆ เพื่อนำมาปรับแผนการทำงานให้สอดคล้อง หรือตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มคนเหล่านี้อย่างตรงจุดและเหมาะสม และเพื่อให้ผู้ประสบภัยพิบัติดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
แนวทางการเสริมสร้างศักยภาพเพื่อการสร้างหลักประกันการมีส่วนร่วมและมีมิติหญิงชายในการช่วยเหลือ ป้องกัน และฟื้นฟู
ผู้ประสบภัยควรได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมในการกำหนด วางแผน จัดทำควบคุมดูแล และประเมินผล แผนงานการช่วยเหลือ ซึ่งสะท้อนจากการที่หญิงและชายในทุกช่วงอายุจากประชากรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและประชากรในพื้นที่รวมทั้งกลุ่มเสี่ยงภัย ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือและมีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นต่อองค์กรที่เข้ามาช่วยเหลือ ตลอดทุกขั้นตอนของโครงการ(แหล่งข้อมูล :Sphere-มาตรฐานขั้นต่ำที่ 1 เรื่องความร่วมมือ
การนำหลักในการมีส่วนร่วมของผู้หญิงให้เกิดผลในทางปฏิบัติจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยตระหนักและมองเห็นศักยภาพและบทบาทของผู้หญิง หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะส่งผลถึงการพัฒนากลไกทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการที่จะเอื้อให้เกิดการเข้าถึงผู้ประสบภัยที่มีความแตกต่างหลากหลายในการดำรงชีพ วัฒนธรรม และกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งนี้ยังสามารถเข้าถึงความต้องการเฉพาะของกลุ่มผู้หญิง เด็ก และกลุ่มเปราะบางอื่นๆ
การมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการจัดการภัยพิบัติสามารถทำได้โดยการเสริมศักยภาพและการสนับสนุนให้มีมาตรการทางบวกรูปแบบและวิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้หญิงได้มีส่วนร่วมในการกำหนด ตัดสินใจในการดำเนินงานต่างๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้ประสบภัยในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ผู้หญิงได้รับประโยชน์และได้ถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ เอกชน เช่น บ้านถาวร เรือและอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ อย่างชอบธรรม
แผนงานที่จัดทำขึ้นต้องสอดคล้องกับความต้องการของผู้ประสบภัยและผู้ประสบภัยที่เป็นสมาชิกของกลุ่มคนชายขอบ และชัดเจนเข้าใจง่าย ทั้งนี้ขั้นตอนของการจัดทำแผนดังกล่าวควรเริ่มจากการประเมินขั้นต้นโดยวิเคราะห์ธรรมชาติของภัยพิบัติและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบภัย ควรค้นหาศักยภาพของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ จัดทำข้อมูลพื้นฐานและประเมินความต้องการและความเสี่ยง โดยรวม และโดยเฉพาะกับสตรีและผู้เปราะบาง พร้อมกำหนดช่องว่างของความช่วยเหลือท่ได้ดำเนินการมาแล้ว ทั้งนี้การประเมินพื้นที่และชุมชนที่ประสบภัยต้องมองแบบภาพเชิงองค์รวมโดยไม่แยกแต่ละส่วนออกจากกัน อย่างเช่น เศรษฐกิจ ศาสนา และประเพณี สังคม การเมือง และปัจจัยด้านความปลอดภัย กลไกการแก้ไขหรือความคาดหวังต่อการฟื้นชุมชน ขั้นตอนนี้เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญมากเนื่องจาก หากไม่เข้าใจปัญหา ความต้องการของผู้ประสบภัย และสภาพของพื้นที่อย่างถ่องแท้แล้ว จะไม่สามารถดำเนินการแก้ไขและฟื้นฟูชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บนฐานของความเท่าเทียมและเป็นธรรม
ศิริพร สโครบาเนค และ วรัญญา เกื้อนุ่น, ชนชั้น ชายขอบ เพศสภาพ และภัยพิบัติ กรณีสึนามิกับผลกระทบต่อผู้หญิง,(กรุงเทพฯ : มูลนิธิผู้หญิง,2550)น.1
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น