บทที่ 1 การพัฒนาที่ยั่งยืนและตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน
ความเป็นมา
User Rating: / 20
แย่ดีที่สุด
1.1 กระแสของการพัฒนาที่ยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงกระแสการพัฒนาของโลกหรือกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) มาซึ่งความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและกลไกการตลาดที่ก่อให้เกิดการเติบโตขนาดใหญ่ การผลิตในเชิงอุตสาหกรรมและการบริโภคที่เกินความจำเป็นจนกระทั่งเป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืชพรรณ โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดด้านกายภาพ ศักยภาพในการผลิต ความสามารถที่จะรองรับการบริโภค และการใช้ประโยชน์จากทุนดั้งเดิมที่มี
แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในกระแสการพัฒนาสังคมโลกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เริ่มตั้งแต่สหประชาชาติจึงได้จัดให้มีการประชุมสุดยอดว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (Human Environment) ณ กรุงสตอกโฮล์มประเทศสวีเดน ซึ่งเรียกร้องให้ทั่วโลกคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อมาในปี พ.ศ. 2526 สหประชาชาติได้จัดตั้งสมัชชาโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (World Commission on Environment and Development) หรือเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “Brundtland Commission” ได้เรียกร้องให้ชาวโลกเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตให้ปลอดภัยจากสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับข้อจำกัดของธรรมชาติ รวมทั้งได้เสนอว่ามนุษยชาติสามารถที่จะทำให้เกิด "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ขึ้นมาได้
การพัฒนาที่ยั่งยืนได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้นเมื่อสหประชาชาติได้จัดให้มีการประชุมว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (UnConference on Environmentand Development : UNCED) หรือการประชุม Earth Summit ที่กรุงริโอ เดอจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี พ.ศ. 2535ซึ่งผลการประชุมนี้ ผู้แทนของ 178 ประเทศรวมทั้งประเทศไทยได้ร่วมลงนามรับรองแผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทของโลกที่ประเทศสมาชิกต้องตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม และเห็นความสำคัญที่จะร่วมกันพิทักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นในโลก
จากแผนปฏิบัติการ 21 ข้างต้นประเทศไทยของเราก็รับเอาเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน มาร่วมดำเนินการด้วยโดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ซึ่งนอกจากจะมุ่งเน้น "คน" เป็นศูนย์กลางการพัฒนา เน้นเศรษฐกิจพอเพียง เน้นชุมชนเข้มแข็ง และอื่นๆ แล้วยังเน้นด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย
1.2 การพัฒนาที่ยั่งยืนคืออะไร
"การพัฒนาที่ยั่งยืน" ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sustainable Development โดยสมัชชาโลกจาก World Commission on Environment (2526) ได้เสนอแนะไว้ว่า"การพัฒนาที่ยั่งยืน คือรูปแบบของการพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ทำให้คนรุ่นต่อไปในอนาคตต้องประนีประนอมยอมลดทอนความสามารถในการที่จะตอบสนองความต้องการของตนเอง"
ต่อมาได้มีนักวิชาการหลายท่านได้พยายามอธิบายแนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น แนวคิดของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต, 2541) ได้อธิบายการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืนมีลักษณะที่เป็นบูรณาการ (Integrated) คือทำให้เกิดเป็นองค์รวม (Holistic) หมายความว่าองค์ประกอบทั้งหลายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาประสานกันครบองค์ และมีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง คือการมีดุลยภาพ (Balance) หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือการทำ ให้กิจกรรมของมนุษย์สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ"
คณะอนุกรรมการกำกับการอนุวัตตามแผนปฏิบัติการ 21 และการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้หาข้อยุติด้านคำนิยามของการพัฒนาที่ยั่งยืนในการจัดทำข้อเสนอของประเทศไทยในการประชุมสุดยอดของโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ นครโจฮันเนสเบิร์กประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อเดือนกันยายน2545 ว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทไทยเป็นการพัฒนาที่ต้องคำนึงถึงความเป็นองค์รวมของทุกๆ ด้านอย่างสมดุล บนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทยด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม ด้วยความเอื้ออาทรเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อสามารถในการพึ่งตนเอง และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน"
นอกจากนี้ นักวิชาการบางท่านได้พยายามอธิบายถึงความหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนให้สอดคล้องกับบริบทของไทยไว้ว่า หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมและของสถาบันต่างๆ ทางสังคม เช่น (สถาบันทางเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา สื่อมวลชนฯลฯ) ในหลายมิติตลอดจนทัศนคติ ค่านิยมและระบบคุณค่า เป็นการเปลี่ยนแปลงจากเชิงปริมาณไปสู่เชิงคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นปลอดจากระบบผูกขาดทางเศรษฐกิจและผูกขาดอำนาจทางการเมือง เอื้ออำนวยต่อระบบเศรษฐกิจนั้น ให้สามารถเพิ่มผลผลิตอย่างมีดุลยภาพระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี โดยมีการแบ่งปันผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรมสร้างความเสมอภาคทางโอกาส ขจัดความยากจน (วิวัฒน์ชัย อัตถากร, 2546:7)
กล่าวโดยสรุปคือ การพัฒนาที่ยั่งยืน คือ “การพัฒนาและการเจริญเติบโตอย่างมีความสมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมโดยการพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ และไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและไม่ก่อเกิดความเสื่อมโทรมต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งดำรงไว้ซึ่งทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ดีในปัจจุบันให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นใหม่ในอนาคต”
1.3 ความเป็นมาของการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทไทย
จากการพัฒนาประเทศในระยะ 40 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ประเทศไทยได้มีการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ. 2504 ยังไม่เคยมีหน่วยงานใดในประเทศไทยที่คำนึงถึงผลการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาว่ามีการพัฒนาอย่างสมดุลย์ใน 2 มิติหรือไม่ จนกระทั่ง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545-2549) ที่ได้มีการอัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาเป็นปรัชญานำทางในการบริหารและพัฒนาประเทศ โดยการส่งเสริมการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง และให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่มีดุลยภาพ ทั้งในการบริหารพัฒนาทั้งคน เศรษฐกิจ สังคม ที่มีความเกื้อกูลและไม่เกิดความขัดแย้งซึ่งกันและกันซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมีคุณภาพและแข่งขันได้จะต้องคำนึงถึงขีดจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สามารถสงวนรักษาไว้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยาวนานด้วย ทั้งนี้ เพื่อคงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเป็นฐานการผลิตของระบบเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดไป
1.4 กรอบแนวคิดของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนาเพื่อมุ่งไปสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยนั้น ได้มีการกำหนดเป้าประสงค์ของการพัฒนา 4 ประการด้วยกัน ได้แก่
1) คุณภาพ: สังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นสังคมฐานความรู้ มีการพัฒนาศักยภาพและการศึกษาได้ด้วยตนเอง มีการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพตามศักยภาพการผลิตในประเทศ โดยเน้นความได้เปรียบเชิงแข่งขันควบคู่กับผลิตภาพ (productivity) เพิ่มผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และลดมลพิษในเชิงป้องกัน
2) เสถียรภาพและการปรับตัว: เศรษฐกิจเกิดการขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพทั้งระดับภายในและภายนอกประเทศ มีการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมจากปัจจัยสนับสนุนภายใน โดยคำนึงขีดจำกัดและความสามารถในการรองรับของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนาและการบริหารจัดการเศรษฐกิจระดับฐานรากอย่างครบวงจร โดยมีสินค้าภูมิปัญญาท้องถิ่นที่หลากหลาย มีการธำรงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์อันเป็นมรดกดีงามของชาติ
3) การกระจายการพัฒนาอย่างเป็นธรรม: ประชากรมีสร้างความเท่าเทียมทั้งด้านเพศ อาชีพ รายได้ การศึกษา ความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีพ และบริการพื้นฐานทางสังคม มีโอกาสในการเข้าถึงตลาดและการจัดสรรฐานทรัพยากรอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความต้องการของคนรุ่นปัจจุบันและสงวนรักษาทรัพยากรให้คนรุ่นอนาคต
4) การมีระบบบริหารจัดการที่ดี: ประชากรทุกภาคส่วนของสังคม มีโอกาส และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร กระบวนการตัดสินใจ และนโยบายสาธารณะแก่ประชาชน โดยผ่านการบริหารจัดการ การส่งเสริมและกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและการสร้างความร่วมมือแบบบูรณาการของสถาบันการเมือง สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
1.5 กรอบแนวคิดการพัฒนาคลังข้อมูลสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัด: (Strategic Driven Data warehouse: SDD)
จากกรอบแนวคิดเป็นการจัดทำฐานข้อมูลกลางโดยนำประเด็นยุทธศาสตร์จังหวัดปทุมธานี พ.ศ.2552 มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดเป็นรายการข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Information) และสอดคล้องกับแนวคิดการจัดทำตัวชี้วัดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการข้อมูลจากทุกส่วนราชการภายในจังหวัดปทุมธานีเพื่อให้ผู้บริหารสามารถนำข้อมูลมิติบูรณาการมาใช้ประกอบการวางแผนสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของจังหวัดดังแสดงในรูปที่ 1 จากการศึกษาในเบื้องต้นพบว่าหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคที่มีการจัดเก็บข้อมูลปฐมภูมิเป็นระบบฐานข้อมูลและมีกลไกเชิงนโยบายในการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบได้แก่ ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดปทุมธานี (Pathumthani POC) จัดเก็บข้อมูลจังหวัดบูรณาการตามข้อกำหนดของกระทรวงมหาดไทยจำนวน 45 กลุ่มเรื่องและข้อมูลตัวชี้วัดจังหวัดบูรณาการตามข้อกำหนดของสภาพัฒน์ฯ จำนวน 33 ตัวชี้วัดโดยจัดเก็บข้อมูลเชิงสถิติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548-2551 เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดบังคับตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดจัดเก็บข้อมูล จปฐ.และกชช.2ค. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล SMIS และ STUDENT สำนักงานสถิติจังหวัดจัดเก็บข้อมูลสถิติจำแนกตามสาขา สำนักงานคลังจังหวัดจัดเก็บข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดและการเบิกจ่ายงบประมาณ สาธารณสุขจังหวัดจัดเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชน ส่วนหน่วยงานอื่นจัดเก็บข้อมูลในรูปไฟล์เอ็กเซล
การวิเคราะห์รายการข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์เป็นการระดมสมองจากผู้แทนส่วนราชการในคณะอนุกรรมการในแต่ละด้าน ซึ่งจังหวัดปทุมธานีได้แต่งตั้งขึ้นประกอบด้วย
(1) คณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจมี สนง.คลังจังหวัดเป็นประธาน
(2) คณะอนุกรรมการด้านสังคมมีสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดเป็นประธาน
(3) คณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มี สนง.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเป็นประธาน
(4) คณะอนุกรรมการด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีเป็นประธาน
(5) คณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการมี สนง.จังหวัดเป็นประธาน
เดิมกรอบแนวคิดในการจัดทำรายการข้อมูลได้ดำเนินการตาม ยุทธศาสตร์จังหวัดปทุมธานี พ.ศ. 2552 มียุทธศาสตร์ 5 ด้าน แต่ในปัจจุบันจังหวัดปทุมธานีได้มีการปรับยุทธศาสตร์ใหม่สำหรับ พ.ศ.2553 – 2556 เหลือเพียง 2 ด้าน คือ “การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคการเกษตร การผลิต การค้าและบริการ และ การพัฒนาสังคมปทุมธานีให้เป็นสังคมคุณภาพ” ดังนั้น คณะอนุกรรมการที่มีบทบาทหลักในการวิเคราะห์รายการข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ระดับเป้าประสงค์ ก็คือ คณะอนุกรรมการด้านสังคม และ คณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมการด้านอื่นๆ จะมีบทบาทในการร่วมวิเคราะห์รายการข้อมูลในระดับเป้าประสงค์ เช่น กลยุทธ์ที่ 5 ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ตามยุทธศาสตร์ที่ 1 มีรายการข้อมูลดังนี้ ราคาที่ดิน โซนผังเมืองรวม รายได้ประชากร การขนส่ง และโลจิสติก เป็นต้น
การวิเคราะห์รายการข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ ที่ปรึกษา และคณะอนุกรรมการด้านสังคม และ ด้านเศรษฐกิจ ได้จัดประชุมเพื่อวิเคราะห์รายการข้อมูล โดยที่ปรึกษาจัดได้ทำร่างเอกสารตัวชี้วัดระดับเป้าประสงค์โดยใช้ “ระบบดัชนีชีวัดภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ” โดยอ้างอิงตามแนวคิดตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจัดทำโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นตัวแบบและปรับให้เหมาะกับจังหวัดปทุมธานีเสนอต่อคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดเก็บฐานข้อมูล
1.6 ทำไมต้องมีตัวชี้วัด
ตัวชี้วัด หรือ “เครื่องชี้วัด” (indicator) หมายถึง ตัวแปรที่สามารถสะท้อนหรืออธิบายสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้วัดความเปลี่ยนแปลงหรือบ่งบอกสถานภาพ หรือสะท้อนลักษณะการดำเนินงาน ตัวชี้วัดมีความสัมพันธ์กับเกณฑ์มาตรฐาน สามารถใช้วัดความสำเร็จหรือผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการระบุปัญหา การวางแผนและประเมินผลการพัฒนา ใช้ประเมินวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าบรรลุความสำเร็จเพียงใด ตัวชี้วัด จะใช้วัดสภาวะอย่างหนึ่งออกมาเป็นปริมาณ และเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ทราบถึง ระดับ ขนาด หรือความรุนแรงของปัญหา หรือสภาพที่ต้องการวัด ซึ่งตัวชี้วัดที่ดีจะเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญให้เราสามารถหาวิธีป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นได้ล่วงหน้า หรือสามารถลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ระดับอุณหภูมิในร่างกายถูกใช้เป็นตัวชี้วัดความปกติของร่างกายมนุษย์ โดยระดับอุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่า 37 องศาเซลเซียส แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของร่างกาย นั่นคือบ่งบอกถึงอาการมีไข้ ต้องไปพบแพทย์ หรือทานยาลดไข้ หรือสถานการณ์ที่ท้องฟ้ามีเมฆปกคลุม สามารถชี้วัดได้ว่าฝนอาจจะตก หากเราจะออกจากบ้านควรพกพาร่มหรือเสื้อกันฝนติดตัวไปด้วย เป็นต้น
1.7 ตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืนคืออะไร
ตัวชี้วัดการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะใช้ในการประเมินหรือสะท้อนให้เห็นผลการพัฒนาจังหวัดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม ว่าเป็นไปอย่างมีสมดุลหรือไม่ นอกจากนั้นตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืนยังสะท้อนให้เห็นการใช้ทรัพยากรทุนของประเทศในการพัฒนาว่าเกิดประโยชน์ คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ หรือบรรลุเป้าประสงค์หรือวัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่วางไว้ในแต่ละด้าน และดำเนินไปในแนวทางการพัฒนาจังหวัดที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือไม่
ในหลายๆประเทศได้มีการพัฒนาตัวชี้วัดเพื่อใช้ในการวิเคราะห์การพัฒนาที่ยั่งยืนมาก่อนแล้ว ดังเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ใต้หวัน สวีเดน เกาหลี และมาเลเซีย เป็นต้น สำหรับประเทศไทย แม้ว่าองค์กรและหน่วยงานต่างๆในประเทศไทยจะได้มีการจัดทำตัวชี้วัดอยู่บ้าง แต่ตัวชี้วัดที่มีการพัฒนาในหลายๆองค์กรในระยะที่ผ่านมาจะเป็นตัวชี้วัดที่เกี่ยวของกับการวัดและการประเมินประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆ เป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น ตัวชี้วัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย ตัวชี้วัดด้านสุขภาพของประชากรของกระทรวงสาธารณสุขและตัวชี้วัดผลิตภาพทางการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวชี้วัดการบริหารจังหวัดบูรณาการ เป็นต้น
การจัดทำตัวชี้วัดการพัฒนาของจังหวัดมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มและสภาพปัญหาของการดำเนินการตามนโยบายและแผนพัฒนาจังหวัดในช่วงที่ผ่านมาว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่ ดีขึ้น แย่ลง และมีแนวโน้มหรือทิศทางในอนาคตอย่างไร ซึ่งหากมีการเก็บและบันทึกข้อมูลอย่างต่อเนื่องจะทำให้ผู้วิเคราะห์สามารถทราบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และสามารถคาดการณ์และเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม การจัดทำตัวชี้วัดจึงมีความจำเป็นอย่างมากในการใช้ติดตามผลการพัฒนาจังหวัดและสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และเพื่อเป็นข้อมูลให้แก่ผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องให้สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจหรือใช้ในการวางแผนและนโยบายการพัฒนาจังหวัดในอนาคต
1.8 ดัชนีรวม (Composite index) คืออะไร
ดัชนีรวม คือ ค่าตัวเลขเดี่ยวที่ได้จากการนำเอาค่าของตัวชี้วัดจำนวนมากมาผนวกเข้าด้วยกันด้วยกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน สำหรับใช้สำหรับเป็นมาตรวัดทางสถิติเพื่อชี้สถานการณ์ในภาพรวม ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถเข้าใจง่าย เป็นเครื่องมือในการสื่อสารให้สาธารชนได้รับทราบ ตัวอย่างดัชนีรวม ได้แก่ ดัชนีคุณภาพอากาศ ดัชนีการพัฒนาความรู้ ดัชนีวัดระดับการพัฒนามนุษย์ ดัชนีความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ดัชนีระดับคุณภาพชีวิตทางกายภาพ เป็นต้น
ตัวอย่างดัชนีรวม
♦ ดัชนีคุณภาพอากาศ เกิดจากการนำค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ 4 ชนิด ได้แก่ ฝุ่นละออง โอโซน ไนโตรเจนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มาคำนวณเข้าด้วยกัน หากได้ค่าตัวเลขอยู่ระหว่าง 0-50 แสดงว่ามีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับดี หากอยู่ระหว่าง 51-100 แสดงว่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลาง สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ หากเกิน 300 แสดงว่ามีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับอันตราย ต้องหลีกเลี่ยงต่อการสูดดม
♦ ดัชนีการพัฒนาความรู้ เกิดจากการนำเอาค่าตัวชี้วัด 3 ตัว ได้แก่ จำนวนปีเฉลี่ยที่ได้รับการศึกษา อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มาผนวกเข้าด้วยกัน เป็นต้น
1.9 ประโยชน์ที่ได้รับร่วมกันจากการจัดทำตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน
ประโยชน์ที่ได้รับร่วมกันจากการจัดทำตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน มีดังนี้
1. ใช้เป็นกรอบในการติดตาม ประเมินผล และการควบคุม กำกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานในจังหวัด
2. ใช้เป็นกรอบในการรายงานผลการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดในภาพรวม
3. ทำให้ผู้เกี่ยวข้องในทุกระดับมองเห็นภาพการดำเนินงาน ในระดับภาพรวมของจังหวัด
4. ใช้ประกอบการวิเคราะห์และจัดทำนโยบายและแผนงานให้สอดรับกับนโยบายการทำงานแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์
5. ทำให้เกิดแนวทางการปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม
6. ทำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมในการปฏิบัติงาน และใช้ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานและประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน
7. กระบวนการด้านการจัดทำตัวชี้วัด จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมและเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน รวมถึงเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของผลงานร่วมกัน
8. เป็นโอกาสในการสร้างระบบฐานข้อมูลให้แก่องค์กร เช่น เทคนิค ระบบ วิธีการจัดการฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ผลในรูปดัชนีเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
9. เป็นตัวชี้วัดกลางที่จะใช้เป็นฐานในการประยุกต์ ปรับปรุงหรือต่อยอดเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ต่อไป เช่น การจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ เป็นต้น
ถัดไป >
ศูนย์ราชการ
ที่ตั้ง: ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี ถนนปทุมธานี-สามโคก ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี 12000
โทรศัพท์: (+66) 0 2581 3886, 0 2581 6038
Contact Information
(+66) 0 2593 3898
pathumthani@moi.go.th
www.pathumthani.go.th
จัดทำโดย
กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศ
และการสื่อสาร
สำนักงานจังหวัดปทุมธานี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น